ตา เป็นอวัยวะที่สำคัญที่สุดส่วนหนึ่งสำหรับมนุษย์ ดังนั้นการรู้จักถนอมสายตาเพื่อให้อยู่กับเรา และมีคุณภาพที่สุด จึงเป็นเรื่องที่ควรศึกษาค่ะ ซึ่งมีวิธีการดังนี้
1. กินอาหารให้ถูกต้อง
อาหารมื้อหนึ่งๆ ควรมีอาหารโปรตีน คาร์โบไฮเดรต ไขมัน เกลือแร่
และวิตามินให้ครบถ้วน วิตามินเอ
จำเป็นสำหรับการสร้างโครงสร้างของเยื่อบุชั้นนอก (epithelium) และของเซลล์ วิตามินเอเกี่ยวข้องกับปฏิกิริยาเคมีในชั้นจอตาขณะรับแสงสว่าง
การพร่องวิตามินเอ ทำให้มีอาการมองเห็นไม่ชัดในที่มืด (night blindness) เยื่อ
หุ้มตาแห้ง กระจกตาแห้ง เป็นเกล็ดกระดี่ที่เยื่อหุ้มตา กระจกตาเป็นแผล
ซึ่งทำให้ตาบอดได้ ในประเทศด้อยพัฒนา
ภาวะพร่องวิตามินเอเป็นสาเหตุหนึ่งของตาบอดในวัยเด็ก
ถ้าได้รับวิตามินเอมากเกินพอผิวหนังและเยื่อหุ้มตาจะมีสีเหลือง
อาจมีอาการบวมของหัวประสาทตา มีเลือดออกที่จอตา
การ
พร่องวิตามินดีอาจทำให้เป็นต้อแก้วตา เป็นโรคกระดูกอ่อน ตากระตุก
การพร่องวิตามินอีทำให้กล้ามเนื้อตาบางมัดทำงานไม่ปกติ การพร่องวิตามินซี
วิตามินเค ทำให้มีเลือดออกที่จอตา
การพร่องวิตามินบีหนึ่งทำให้ประสาทตาเสื่อมและฝ่อลีบ การพร่องวิตามินบีรวม
ทำให้หลอดเลือดฝอยมารวมที่กระจกตาเพิ่มขึ้น หนังตาอักเสบ มีอาการกลัวแสง
สายตามัว
2. ควรตรวจสายตาเมื่อมีอาการปวดศีรษะ
หรือมองเห็นภาพไม่ชัดเจน ควรตรวจตั้งแต่เด็กเริ่มเรียนหนังสือ
และสวมแว่นตาตามแพทย์สั่ง
การไม่สวมแว่นตาในผู้ที่มีสายตาผิดปกติจะเป็นเหตุให้สายตามัวและถ้าทิ้งไว้
นานตั้งแต่เด็ก
แม้ใช้แว่นช่วยก็ไม่ช่วยให้มองเห็นชัดขึ้นเพราะสายตาข้างนั้นไม่ได้ใช้งานมา
นาน
3. เมื่ออยู่ในที่ที่มีแสงสว่างมากเกินควร ควรสวมแว่นตาสีชาหรือสีดำ
เพื่อลดความแรงของแสงที่อาจทำอันตรายต่อตา
ผู้ที่ทำงานในที่ที่ใช้แสงสว่างมาก เช่น
การเชื่อมโลหะโดยใช้เปลวไฟที่ร้อนจัด
หรือใช้ประกายไฟฟ้าที่มีแสงออกมามากนั้น ควรสวมแว่นดำกันแสง
ผู้ที่ทำงานเกี่ยวข้องกับวัตถุร้อนอยู่ตลอดเวลา เช่น งานเป่าแก้ว ทำโซ่
ควรสวมแว่นตาดำเพื่อป้องกันไม่ให้แสงอินฟราเรดทำลายแก้วตา
มิฉะนั้นจะเกิดเป็นต้อแก้วตาขณะดูสุริยคราสควรใช้แว่นสีดำมือสวมหรือดูจาก
เงาสะท้อนในน้ำ อย่าดูด้วยตาเปล่า
ทั้งนี้เพื่อป้องกันไม่ให้ความร้อนจากแสงอาทิตย์เข้าไปเผาทำลายประสาทจอตา
4. ผู้ที่ทำงานในโรงงานอุตสาหกรรมเกี่ยวกับการกลึงของหรือต้มสารที่เป็นกรดหรือเป็นด่างควรสวมแว่นตาป้องกันไอกรดด่าง หรือป้องกันผงที่กระเด็นจากการกลึงไม่ให้เข้าตา
5. ควรล้างมือให้สะอาดก่อนสัมผัสกับดวงตา ไม่ควรใช้สิ่งสกปรกเช็ดตา ทั้งนี้เพื่อป้องกันเชื้อโรครวมทั้งเชื้อราไม่ให้เข้ามาทำอันตรายลูกตา
6.ไม่จำเป็นต้องล้างตาเป็นประจำ
เพราะน้ำตาของคนเราจะไหลล้างชำระอยู่ตลอดเวลา
น้ำตาเป็นน้ำสะอาดภายในมียาฆ่าเชื้อโรคอยู่แล้ว
การล้างตาจะทำให้ความเข้มข้นของน้ำตาอ่อนลง
ยาล้างตาบางชนิดอาจมีความสมดุลของกรดด่างไม่พอเหมาะ ถ้ามีมากไปจะรบกวนลูกตา
การล้างตาจะทำในรายที่ต้องการล้างเอาผงหรือขี้ตา หรือสิ่งสกปรกอื่นออก
7.ไม่จำเป็นจะต้องกลอกตาไป
มาเพื่อออกกำลังให้ลูกตาเพราะโดยปกติแล้วกล้ามเนื้อกลอกตาทำงานหนักอยู่แล้ว
ตลอดเวลาตื่น ควรพักสายตาด้วยการหลับตาหรือมองไปไกลๆ ดีกว่า
8. สิ่งที่เป็นพิษเป็นอันตรายต่อลูกตาควรละเว้น
เช่น พิษจากบุหรี่ประเภทยาเส้น ซึ่งทำให้ประสาทตาเสีย ยาหลายชนิด เช่น
ควินิน สุราที่กลั่นไม่บริสุทธิ์ เหล่านี้จะทำอันตรายประสาทตาได้
9. ควรอ่าน เขียน หรือทำงานที่ละเอียดในที่ที่มีแสงสว่างพอเหมาะและเพียงพอ
การดูโทรทัศน์ควรดูในที่มีแสงสว่าง
เพราะแสงสว่างที่เกิดขึ้นเมื่ออิเล็กตรอนวิ่งมากระทบจอภาพนั้น
ลูกตาสามารถดูได้โดยไม่ต้องปรับสายตาต่อความมืด
มีบางคนเข้าใจผิดว่าการดูโทรทัศน์จะเห็นได้เมื่อตาต้องปรับสายตาเหมือนกับดู
ในที่มืด ควรดูในระยะห่างจากจอภาพอย่างน้อย 5 เท่าของความกว้างของจอภาพ.
ที่มา : สภากาชาดไทย

ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น