วันศุกร์ที่ 26 กันยายน พ.ศ. 2557

โรคกรดไหลย้อน – โรคกระเพาะ ความเหมือนที่แตกต่าง


          คนทั่วไปคุ้น เคยกันดีกับ โรคกระเพาะ และเมื่อมีอาการปวดท้อง ปวดแสบร้อนในช่องท้องส่วนบน เรอเปรี้ยว หรือมีรสขมในปาก ก็มักจะคิดเอาเองว่า โรคกระเพาะ กำลังมาเยือนเป็นแน่แท้ ทั้งที่ความเป็นจริงอาจกำลังถูก "โรคกรดไหลย้อน (GERD)" เล่นงานเอาก็เป็นได้ 

          การเกิดโรค กรดไหลย้อน นั้น เป็นผลมาจากกรดในกระเพาะอาหารไหลย้อนขึ้นมาที่หลอดอาหาร ซึ่งกรดเหล่านี้มีความเข้มข้นสูงมาก ทำให้เกิดอันตรายต่อหลอดอาหาร และเยื่อบุในหลอดอาหารที่มีความบอบบาง กระทั่งทำให้เกิดการอักเสบตามมา ซึ่งโดยปกติแล้วกรดหรือน้ำย่อยจะไม่สามารถขึ้นไปอยู่ในหลอดอาหารได้ ยกเว้นในช่วงที่กลืนอาหาร หรือช่วงที่กล้ามเนื้อหูรูดส่วนล่างมีการคลายตัวอย่างผิดปกตินั่นเอง

          อย่างไรก็ตามเกี่ยวกับเรื่อง กรดไหลย้อน รศ.พ.ญ.วโรชา มหาชัย หัวหน้าหน่วยทางเดินอาหาร โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ ให้ข้อมูลว่า กรดไหลย้อน ถึงแม้ว่าจะไม่ใช่โรคร้ายแรงถึงชีวิตเหมือนโรคมะเร็งหรือโรคหัวใจ แต่ กรดไหลย้อน เป็นโรคที่สร้างความทุกข์ทรมานให้กับผู้ป่วย ทำให้ผู้ป่วย กรดไหลย้อน มีคุณภาพชีวิตและประสิทธิภาพการทำงานลดลง

          "เนื่อง จากโรคกรดไหลย้อน จะมีอาการท้องอืดท้องเฟ้อร่วมด้วย คล้าย ๆ กับอาการของโรคกระเพาะ จึงทำให้คนส่วนใหญ่มักจะเหมารวมว่า ตนเองอาจจะเป็นโรคกระเพาะอาหาร และไปซื้อยาเคลือบแผลในกระเพาะอาหารมารับประทานเอง ทำให้การรักษาไม่ตรงจุด โดยเฉพาะคนไทยเรามักจะชอบซื้อยามารับประทานเอง และคิดว่าการไปพบแพทย์เป็นเรื่องใหญ่ ระยะหลังมานี้จึงพบโรค กรดไหลย้อน เพิ่มสูงขึ้นเรื่อย ๆ"  รศ.พ.ญ.วโรชา กล่าว

อาการของโรค กรดไหลย้อน แบ่งเป็น 2 ระบบ ดังนี้
           1. อาการที่เกิดในหลอดอาหาร จะมีอาการเจ็บคอ กลืนลำบาก รู้สึกเหมือนมีก้อนอยู่ในลำคอ แสบลิ้นเรื้อรัง จุกแน่นแถวๆ หน้าอกคล้ายอาหารไม่ย่อย อาการนี้มักจะเป็นมากขึ้นหลังอาหารมื้อหลัก การโน้มตัวไปข้างหน้า การยกของหนัก หรือการนอนหงาย

          ที่สำคัญคือ จะมีอาการแสบหน้าอก เรอเปรี้ยว รู้สึกเหมือนมีกรดซึ่งเป็นน้ำรสเปรี้ยว หรือรสขมไหลย้อนขึ้นมาในปาก ภาวะดังกล่าวนี้อาจทำให้เกิดหลอดอาหารอักเสบ ถ้าเป็นมากจนเกิดแผลรุนแรง อาจทำให้หลอดอาหารตีบหรือเกิดการเปลี่ยนแปลงเซลล์ของเยื่อบุอาหารได้

           2. อาการนอกหลอดอาหาร จะมีเสียงแหบเรื้อรัง มักมีเสียงแหบตอนเช้า หรือมีเสียงผิดปกติไปจากเดิม ไอเรื้อรัง รู้สึกสำลักในเวลากลางคืน หรือในบางรายอาจมีอาการทางระบบหายใจ เช่น หอบหืด หรืออาการเจ็บหน้าอกได้ ดังนั้นหากมีอาการเหล่านี้อาจเป็นสัญญาณที่บ่งบอกว่าคุณกำลังถูก "โรคกรดไหลย้อน" คุกคาม

          ถาม ว่าโรค กรดไหลย้อน อันตรายไหม คำตอบคือ ถ้าเป็นกรดไหลย้อนแล้วรีบรักษา หรือทำให้อาการ กรดไหลย้อนหายไปก็จะไม่มีอาการอย่างไร แต่หากปล่อยอาการกรดไหลย้อนไว้เนิ่นนาน อาจทำให้หลอดอาหารเกิดการอักเสบ เป็นแผลรุนแรงจนตีบ หรือเป็นมะเร็งที่หลอดอาหารได้ แต่... ความรุนแรงนี้จะมีได้เพียง 1% เท่านั้น

กลุ่มเสี่ยงโรค กรดไหลย้อน

         โรคกรดไหลย้อน เป็นโรคยอดฮิตของหนุ่มสาววัยทำงาน ดารานักแสดง โดยเฉพาะสาวออฟฟิศ ที่ชอบกินจุบกินจิบ กินอาหารไม่เป็นเวลาและเร่งรีบ รวมถึงผู้ชอบอาหารรสจัด ดื่มเหล้า สูบบุหรี่ ทานอาหารแล้วนอนทันที มีโอกาสเสี่ยงสูง หากมีอาการท้องอืด ท้องเฟ้อ เรอเปรี้ยว ปวดแสบร้อนบริเวณหน้าอกและลิ้นปี่แล้วลามขึ้นมาที่หน้าอกหรือคอ ควรปรึกษาแพทย์

          นอกจากนี้ ยังสามารถพบกรดไหลย้อน ได้ในเด็กทารกจนถึงเด็กโต ในเด็กเล็กอาการที่ควรนึกถึงโรค กรดไหลย้อน ได้แก่ อาเจียนบ่อยหลังดูดนม โลหิตจาง น้ำหนักและการเจริญเติบโตไม่สมวัย ไอเรื้อรัง หอบหืด ปอดอักเสบเรื้อรัง ในเด็กบางรายอาจมีปัญหาการหยุดหายใจขณะหลับได้

 วิธีการรักษาโรค กรดไหลย้อน

          โรค กรดไหลย้อน สามารถรักษาให้หายได้ โดยการรับประทานยากลุ่มยาลดกรด แต่ถ้ามีอาการมาก และเรื้อรังควรได้รับการตรวจรักษาโดยแพทย์ผู้เชี่ยวชาญเฉพาะทาง เพื่อการวินิจฉัยที่ถูกต้อง และรับยาที่ตรงกับโรค ในบางรายที่อาการหนักอาจต้องเข้ารับการผ่าตัด ดังนั้นหากมีอาการควรไปพบแพทย์เพื่อตรวจวินิจฉัยอาการ

          ขณะเดียวกัน การปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการดำเนินชีวิต จะให้ผลดีมากเช่นกัน ซึ่งผู้ป่วย กรดไหลย้อน ควรปฏิบัติดังนี้ 

           ผู้ที่มีน้ำหนักเกินควรลดน้ำหนัก เพราะคนอ้วนจะมีความดันในช่องท้องสูงทำให้ กรดไหลย้อน ได้มาก

           กิน แล้วไม่นอนทันที ควรกินอาหารมื้อสุดท้ายก่อนนอนอย่างน้อย 2-3 ชั่วโมง ถ้าอาการไม่ดีขึ้นควรลองเขยิบเวลาทานอาหารให้เร็วขึ้นคราวละ 1 ชั่วโมง เช่น เลื่อนจาก 18.00 น. เป็น 17.00 น. ฯลฯ เพื่อให้กระเพาะอาหารได้ย่อยทันก่อนถึงเวลาเข้านอน
           หลังทานอาหารเสร็จ ถ้าเป็นไปได้ ให้เดินเล่น หรือเดินแกว่งแขนสัก 20-30 นาที อย่าเพิ่งนั่งหรือนอน

           งดบุหรี่ เพราะการสูบบุหรี่จะทำให้เกิดกรดมาก ทำให้หูรูดอ่อนแอ

           ใส่ เสื้อหลวม ๆ และไม่ควรใส่เข็มขัดที่รัดแน่นเกินไป เพื่อลดแรงกดที่กระเพาะ เพราะการสวมเสื้อผ้ารัดแน่นอาจเป็นการกระตุ้นให้ กระเพาะหลั่งกรดออกมามาก

           ไม่ควรจะนอนออกกำลังกาย หรือยกของหนักหลังออกกำลังกาย

           กินอาหารให้ตรงเวลา เคี้ยวให้ละเอียด และไม่ควรงดอาหารมื้อเช้า

           งด อาหารมัน ๆ อาหารทอด อาหารที่ปรุงด้วยหอมหัวใหญ่ดิบ กระเทียม มะเขือเทศ ช็อกโกแลต ถั่ว ลูกอม เนย ไข่ สะระแหน่ รวมทั้งอาหารที่มีรสเผ็ด เปรี้ยว และเค็มจัด เพราะมีแก๊สมาก รวมทั้งไม่ควรเติมน้ำส้มสายชูลงในอาหาร เพราะยิ่งจะเพิ่มกรดในกระเพาะอาหาร ควรเปลี่ยนมาทานอาหารที่มีไขมันต่ำ เช่น เนื้อสัตว์ไขมันต่ำ อย่างปลา ไก่ และอาหารที่มีเส้นใยมาก ๆ เช่น ธัญพืช ผัก ผลไม้
           ไม่ควรดื่มนมตอนท้องว่าง เพราะนมเป็นอาหารที่ค่อนข้างย่อยยาก กระเพาะจึงต้องหลั่งกรดออกมามากเป็นพิเศษ
           รับประทานอาหารแค่พออิ่ม หรืออาจแบ่งอาหารเป็นมื้อเล็ก ๆ ทานน้อย แต่บ่อย

           หลีกเลี่ยง ชา กาแฟ น้ำอัดลม เบียร์ สุรา โซดา เนื่องจากมีแก๊สที่ทำให้ปริมาตรกระเพาะอาหารเพิ่มขึ้น ส่วนเครื่องดื่มแอลกอฮอล์นั้น จะไปกระตุ้นให้กล้ามเนื้อหูรูดหลอดอาหารเปิดออกและปล่อยให้กรดจากกระเพาะอาหารขึ้นมาที่หลอดอาหารได้สะดวกขึ้น
           ไม่ เคี้ยวหมากฝรั่งมากเกินไป เพราะการเคี้ยวหมากฝรั่งมีส่วนเพิ่มการหลั่ง น้ำลาย ทำให้กลืนน้ำลายลงไปมากขึ้น และเพิ่มการกลืนลมลงไปในท้อง

           เลี่ยงการนอนตะแคงขวา เพราะท่านี้จะทำให้กระเพาะอยู่เหนือหลอดอาหารอาจทำให้อาการกำเริบได้

           นอนยกหัวให้สูงประมาณ 6-10 นิ้ว โดยอาจนอนบนหมอน 2 ใบ เพื่อไม่ให้กรดไหลเอ่อขึ้นมาที่คอ
           หมั่นออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ พักผ่อนให้เพียงพอ ลดความเครียด เพื่อสร้างภูมิคุ้มกันให้ร่างกายแข็งแรง

          แม้ จะมีวิธีรักษากรดไหลย้อน หรือรู้วิธีช่วยบรรเทาอาการกรดไหลย้อนแล้วก็ตาม แต่หากยังคงปฏิบัติหรือใช้วิถีชีวิตแบบเดิม ๆ ไม่ยอมเปลี่ยนแปลง กรดไหลย้อนก็จะยังคงย้อนวนเวียนกลับมาเหมือนเดิมนั่นเอง !! 

ที่มาจาก : กระปุกดอทคอม

วันพฤหัสบดีที่ 25 กันยายน พ.ศ. 2557

ปลายประสาทอักเสบ โรคฮิตของคนทำงาน


ปลายประสาทอักเสบ โรคฮิตของคนทำงาน (คณะกรรมการความปลอดภัยฯ)

          มี ผู้หญิงคนหนึ่งทำงานด้านบัญชี และงานของเธอก็ใช้คอมพิวเตอร์มานานประมาณ 7 ปี เมื่อหลายเดือนก่อน เธอเกิดอาการปวดเมื่อยกล้ามเนื้ออย่างมาก แต่ก็ไม่เอะใจ เพราะคิดว่าคงนั่งทำงานอยู่หน้าคอมมากเกินไป เธอก็ไปนวดแผนโบราณ เพื่อให้เส้นสายมันคลายความตึงเครียด นวดทีก็สบายดี
          ผ่านไป 3 เดือน อาการปวดเมื่อยก็ยังเป็นๆ หายๆ และปวดเมื่อยมากขึ้น ชาตามปลายนิ้วและแขน

          ย่าง เข้าเดือนที่ 4 ปรากฎว่าเริ่มชามากขึ้น นานขึ้น และแล้วคืนวันหนึ่ง ขณะที่กำลังลุกขึ้นจากเตียง ปรากฎว่า ทรงตัวไม่ได้ มันอ่อนปวกเปียกไปหมด ปวดหัวอยากจะอาเจียน อ่านอะไรกว่าจะสะกดตัวหนังสือได้ก็นาน บวกเลขก็ช้าลง จึงกลับไปพบคุณหมออีก คุณหมอสงสัยจึงซักประวัติชีวิตประจำวันอย่างละเอียด แล้วขอทำการตรวจ พบว่าปลายประสาทอักเสบอย่างรุนแรง, เลือดไม่ไปเลี้ยงสมอง, น้ำในไขสันหลังข้อที่ 4 และ 5 ไม่มี

          คุณหมอให้ยามาทาน ผ่านไป 2 อาทิตย์ อาการชาหายไป แต่ยังปวดเมื่อยกล้ามเนื้ออยู่มาก จึงไปพบหมอกระดูกที่โรงพยาบาลศิริราช คุณหมอกระดูกตรวจและซักประวัติ ก็บอกว่าไม่ต้องทำอะไร นอกจากออกกำลังกายด้วยการเดินวันละครึ่งชั่วโมงเป็นอย่างน้อย เพราะมันอักเสบอย่างรุนแรงไปแล้ว คงไม่กลับมาดีดังเดิมแน่ ถ้ามาช้ามันจะชาไปทั้งแขน ขา ปัสสาวะไม่ได้เลยทีเดียว สาเหตุมีเยอะแยะ เช่น ทำงานหนัก เครียด

          สาว ออฟฟิศเป็นกันมาก แต่ไม่ใช่จากความเครียด แต่เป็นเพราะนั่งทำงานในท่าที่ไม่ถูกต้องเป็นเวลานานๆ ในแต่ละวัน แต่ที่แน่ๆ เป็นเพราะเครียด บวกกับการนั่งหน้าคอมพิวเตอร์นานๆ ไม่ได้พัก จึงเกิดอาการเกร็ง เริ่มมาจากคอ ลงไปที่ไหล่ ลงไปที่กระดูกสันหลัง และจะปวดเอว
          ขอให้ทุกท่านพยายามลุกขึ้นจากเก้าอี้ และพยายามอย่าเครียดกับงานที่ทำอยู่ เพราะมันไม่ดีต่อสุขภาพนะครับ

ที่มาจาก :  คณะกรรมการความปลอดภัยฯ

มะเร็งปากมดลูก โรคมะเร็งร้ายที่น่ากลัว


          แม้มะเร็งปากมดลูกจะเป็นโรคที่ป้องกันและรักษาให้หายได้ แต่โรคมะเร็งปากมดลูก ยังคงครองแชมป์อันดับหนึ่งของมะเร็งที่คร่าชีวิต ผู้หญิงโดยมีอัตราการเสียชีวิตของ มะเร็งปากมดลูก เฉลี่ยสูงถึง 7 คนต่อวัน และพบผู้ป่วย มะเร็งปากมดลูก รายใหม่สูงถึง 6,000 คนต่อปีโดย ในจำนวนของผู้มีเชื้อนี้กว่าครึ่งต้องเสียชีวิตเนื่องจากผู้ป่วยส่วนใหญ่มัก อาย และกลัวที่จะไปพบแพทย์เพื่อตรวจหาเชื้อมะเร็ง ทำให้กว่าจะรู้ว่าป่วยด้วย โรคมะเร็งปากมดลูก นี้  ความรุนแรงของโรคก็อยู่ในระยะลุกลามแล้ว..ดังนั้น  วันนี้เราจึงนำข้อมูลเกี่ยวกับ มะเร็งปากมดลูก มาให้คุณรู้เท่าทัน โรคมะเร็งปากมดลูก กันค่ะ

           โรคมะเร็งปากมดลูก (Cancer of Cervix)  เกิดจากเชื้อไวรัสตัวหนึ่งที่ชื่อว่า HPV (HumanPapilloma Virus) ภาษาไทยเรียกกันว่า ไวรัสหูดไวรัสชนิดนี้ติดต่อจากการสัมผัสส่วนใหญ่เป็นการสัมผัสทางเพศ สัมพันธ์ที่ทำให้มีรอยถลอกของผิวหรือเยื่อบุและเชื้อไวรัสจะเข้าไปที่ปาก มดลูกทำให้ปากมดลูกมีการเปลี่ยนแปลงของเนื้อเยื่อหรือเซลล์จากปากมดลูก ปกติกลายเป็นระยะก่อนเป็น มะเร็งปากมดลูก

 
          ไว รัสเอชพีวี มีทั้งหมดกว่า 100 ชนิดแต่ที่ทำให้ติดเชื้ออวัยวะสืบพันธุ์มีประมาณ 30-40 ชนิดแบ่งเป็นสองกลุ่มคือ กลุ่มเสี่ยงต่ำและกลุ่มเสี่ยงสูงกลุ่มเสี่ยงต่ำไม่ก่อให้เกิดมะเร็ง แต่ทำให้เกิดหูดหงอนไก่ที่อวัยวะเพศหรือหูดที่กล่องเสียง ส่วนกลุ่มเสี่ยงสูงก่อมะเร็งต่างๆ ได้แก่ มะเร็งปากมดลูก มะเร็งช่องคลอด และมะเร็งปากช่องคลอด



          สำหรับความเสี่ยงในการติดเชื้อเอชพีวีดำเนินได้โดยง่ายเชื้อชนิดนี้เป็น เชื้อที่ทนทานต่อความร้อน และความแห้งได้ดีสามารถเกาะติดตามผิวหนัง อวัยวะเพศ เสื้อผ้าหรือแม้แต่กระจายอยู่รอบตัวในรูปของละอองฝุ่นซึ่งผู้หญิงทุกคนที่ เคยมีเพศสัมพันธ์ย่อมเสี่ยงต่อการติดเชื้อเอชพีวี อย่าง ไรก็ตาม การติดเชื้อมักหายได้เอง ด้วยภูมิต้านทานของร่างกาย มีเพียง 10%เท่านั้น ที่การติดเชื้อยังดำเนินต่อไปสร้างความผิดปกติให้กับเยื่อบุปากมดลูก และทำให้กลายเป็นมะเร็งในเวลาต่อมาซึ่งเมื่อเชื้อเข้าสู่ร่างกายจนกระทั่ง ก่อให้เกิด มะเร็งปากมดลูก ได้นั้น ใช้เวลานานประมาณ 10-15 ปี

ปัจจัยเสี่ยง มะเร็งปากมดลูก           - การมีเพศสัมพันธ์ตั้งแต่อายุยังน้อย
           - การมีคู่นอนหลายคน หรือฝ่ายชายที่เราร่วมหลับนอนมีคู่นอนหลายคน
           - การคลอดบุตรจำนวนหลายคน
           - การสูบบุหรี่
           - การมีภาวะคุ้มกันต่ำ โดยเฉพาะเป็นโรคเอดส์
           - การสูบบุหรี่
           - พันธุกรรม
           - การขาดสารอาหารบางชนิด

           ปัจจัยเสี่ยงจากฝ่ายชาย ที่อาจทำให้ผู้หญิงเป็น มะเร็งปากมดลูก

           - ผู้ชายที่มีประวัติโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์
           - ผู้ชายที่มีเพศสัมพันธ์ตั้งแต่อายุน้อย
           - ผู้หญิงที่มีสามีเป็นมะเร็งองคชาติ
           - ผู้หญิงที่มีสามีเคยมีภรรยาเป็น มะเร็งปากมดลูก
           - ผู้ชายที่มีคู่นอนหลายคน

อาการและการรักษา โรค มะเร็งปากมดลูก
           โรคมะเร็งปากมดลูก มักพบในผู้หญิงอายุ 35 - 60 ปี แต่ก็อาจพบ มะเร็งปากมดลูก ก่อนวัยอันควรได้  ทั้งนี้ อาการของผู้ป่วย มะเร็งปากมดลูก จะมากหรือน้อยขึ้นกับระยะของมะเร็ง โดยในระยะแรกจะไม่มีอาการอะไรเลย ต่อมาอาจมีอาการตกเลือดทางช่องคลอด ซึ่งพบได้มากที่สุดประมาณร้อยละ 80–90 ของผู้ป่วยมะเร็งปากมดลูก

          เลือด ที่ออกอาจจะเป็นเลือดออกกะปริบกะปรอยระหว่างรอบเดือน มีตกขาวผิดปกติกลิ่นเหม็น ตกขาวมีลักษณะคล้ายน้ำคาวปลา มีเลือดปน หรือมีเลือดออกเวลามีเพศสัมพันธ์มีเลือดออกหลังวัยหมดประจำเดือน ปวดท้องน้อย หรือปวดบริเวณก้นกบร้าวลงขา ซีด อ่อนเพลีย เบื่ออาหาร น้ำหนักลด

          ถ้าเป็นมากและมะเร็งลุกลามออกไปด้านข้างหรือลุกลามไปที่อุ้งเชิงกรานก็จะมี อาการปวดหลังได้ เพราะไปกดทับเส้นประสาท อาจถ่ายปัสสาวะเป็นเลือด ถ่ายปัสสาวะลำบาก หรือมีอาการผิดปกติของระบบขับถ่ายอุจจาระได้ ในกรณีที่เป็นมาก เมื่อมะเร็งลุกลามไปสู่อวัยวะอื่น ๆ

           โรค มะเร็งปากมดลูก แบ่งเป็น 0-4 ระยะ ดังนี้
           ระยะ 0  คือ เซลล์มะเร็งยังไม่กระจาย วิธีรักษา มะเร็งปากมดลูก ระยะ 0 คือ ผ่าตัดเล็ก ซึ่งใช้เวลาเพียง 15 นาที และตรวจติดตามอาการ การรักษาระยะนี้ได้ผลเกือบ 100%

           ระยะที่ 1 เซลล์มะเร็งอยู่ที่ปากมดลูก การรักษา มะเร็งปากมดลูก ระยะ 1 คือผ่าตัดใหญ่ ผ่าตัดมดลูก เลาะต่อมน้ำเหลืองในเชิงกราน ซึ่งได้ผลดีถึง 80%

            ระยะที่ 2 เซลล์มะเร็งกระจายออกจากปากมดลูก โดยยังไม่ไปไกลมาก แต่ก็ไม่สามารถผ่าตัดได้ การรักษา มะเร็งปากมดลูก ระยะที่ 2 นี้ ต้องรักษาด้วยการฉายรังสี และการให้เคมีบำบัด  (คีโม) ได้ผลราว 60%

            ระยะที่ 3 เซลล์มะเร็งกระจายชิดเชิงกราน การรักษา มะเร็งปากมดลูก ระยะที่ 3 คือใช้รังสีรักษา และการให้เคมีบำบัด การรักษาระยะนี้ได้ผลประมาณ 20-30%

           ระยะที่ 4 เป็นระยะที่เซลล์มะเร็งกระจายทั่วร่างกาย การรักษา มะเร็งปากมดลูก ระยะที่ 4 คือการให้คีโม และรักษาตามอาการ โดยหวังผลได้เพียง 5-10% และโอกาสรอดน้อยมาก แต่ก็ไม่แน่ โดยมีผู้ป่วย มะเร็งปากมดลูก บางรายสามารถอยู่ต่อได้นานถึง 1-2 ปี จึงเสียชีวิต

ผลข้างเคียงจากการรักษาโรค มะเร็งปากมดลูก            การผ่าตัด ผลข้างเคียงจากการผ่าตัดที่อาจเกิดได้ ได้แก่ การตกเลือด การติดเชื้อ อันตรายต่ออวัยวะใกล้เคียง
            การฉายแสง (ระยะเวลา 1-2 เดือน) ผลข้างเคียง คือ ผิวแห้ง ปัสสาวะมีเลือดปน อ่อนเพลีย
            ยาเคมีบำบัด ผลข้างเคียงคือ อ่อนเพลีย คลื่นไส้ อาเจียน ผมร่วง มือเท้าชา ซึ่งขึ้นกับยาแต่ละชนิดที่เลือกใช้

ผู้หญิงควรจะเริ่มตรวจหาโรค มะเร็งปากมดลูก เมื่อใด
           ผู้หญิงที่มีเพศสัมพันธ์ทุกช่วงอายุ ควรมาตรวจคัดกรองเชื้อ มะเร็งปากมดลูกหรือ ที่เรียกว่า แพปสเมียร์ (Pap Smear)   อย่างน้อยปีละ 1 ครั้งและผู้หญิงที่ไม่เคยมีเพศสัมพันธ์ ควรเริ่มเมื่อ อายุ 30 ปีขึ้นไปแต่ในกรณีที่เริ่มพบความผิดปกติแพทย์อาจนัดให้ไปตรวจถี่ขึ้น

           ทั้งนี้ แพปสเมียร์ คือ วิธีการตรวจหาความผิดปกติ หรือโรค มะเร็งปากมดลูกที่ ค่อนข้างง่าย ใช้เวลาเพียง 2–3 นาทีเท่านั้นเป็นการตรวจที่ทำควบคู่ไปกับการตรวจภายในของผู้หญิงแพทย์จะสอด เครื่องมือเข้าไปในช่องคลอด โดยใช้ไม้ขนาดเล็กขูดเบาๆเพื่อเก็บเซลล์มาป้ายบนแผ่นกระจก และนำไปตรวจหาความผิดปกติโดยก่อนที่จะตรวจ ควรเตรียมร่างกายให้พร้อมไม่ควรตรวจในช่วงระหว่างมีประจำเดือน งดการมีเพศสัมพันธ์และงดการสวนล้างช่องคลอด หรือสอดยาใดๆ ก่อนเข้าทำการตรวจ ข้อดีคือ วิธีการตรวจแบบแพปสเมียร์นี้ จะช่วยลดความเสี่ยงจากการเป็น โรคมะเร็งปากมดลูก ได้ถึง 70 เปอร์เซ็นต์

 วัคซีนโรค มะเร็งปากมดลูก
           หลายๆ คนคงเคยได้ยินเรื่องการรณรงค์ฉีดวัคซีนโรค มะเร็งปากมดลูก ความจริงแล้ว ระดับการป้องกันโรค มะเร็งปากมดลูกมี หลายระดับ โดยระดับแรกของการป้องกันคือ การฉีดวัคซีนที่เชื่อว่าลดความเสี่ยงได้ประมาณ 70 เปอร์เซ็นต์ นอกจากนี้การป้องกันขั้นพื้นฐานด้วยการตรวจแพปสเมียร์เป็นประจำก็เป็นเรื่อง สำคัญ

          ทั้งนี้ ตามคำแนะนำของคณะกรรมการสร้างเสริมภูมิคุ้มกันแห่งสหรัฐอเมริกาเด็กและหญิง สาวที่อายุต่ำกว่า 26 ปี ซึ่งไม่เคยมีเพศสัมพันธ์มาก่อนสามารถรับการฉีดวัคซีนชนิดนี้ได้เลยโดยไม่จำ เป็นต้องตรวจหาเชื้อเอชพีวีส่วนหญิงสาวที่เคยผ่านการมีเพศสัมพันธ์มาแล้ว ควรตรวจคัดกรอง มะเร็งปากมดลูกหรือแพปสเมียร์เสียก่อน เพราะเป็นไปได้ว่าอาจพบการติดเชื้อหรือมีความผิดปกติ ซึ่งจะต้องทำการรักษาให้หายเสียก่อนจึงจะรับการฉีดวัคซีนได้ในเวลาต่อมา ส่วนวัยที่ควรเริ่มฉีดวัคซีนชนิดนี้คือ 9 ปีขึ้นไป และการใช้วัคซีนในผู้หญิงวัย 9 – 26 ปี จะป้องกันได้อย่างมีประสิทธิภาพสูงสุด  
          อย่า ลืมหมั่นตรวจเช็คสุขภาพ และความผิดปกติของร่างกายที่สำคัญอย่ากลัวหรืออายที่จะไปตรวจหาเชื้อ มะเร็งปากมดลูก เพราะหากช้าไปโรคร้ายอาจทำลายคุณ 

ที่มาจาก : มติชน, เดลินิวส์

Hematidrosis โรคเหงื่อออกเป็นเลือด


          หลังจากมีข่าวว่า น้องแตม ด.ญ.มันธนันท์ อรุณจันทร์ภักดี วัย 11 ขวบ ป่วยเป็นโรคประหลาด มีเลือดไหลออกทางจมูก ตา ปาก จนทำให้หมดสติไปนั้น ซึ่งแพทย์โรงพยาบาลศิริราชได้วินิจฉัยว่า จากอาการที่เกิดขึ้น อาจเป็นอาการของโรคเหงื่อออกเป็นเลือด หรือ โรค Hematidrosis วันนี้เราจึงมีเรื่องราวของโรคนี้มาบอกต่อกันค่ะ

          โรคภาวะที่คนไข้เหงื่อออกเป็นเลือด หรือศัพท์ทางการแพทย์เรียกว่า ฮีมาทิดรอซิส "Hematidrosis" หรือ "Hematohidrosis" นั้น ผู้ป่วยจะมีเลือดออกที่บริเวณผิวหนัง รวมถึงเยื่อบุอวัยวะอื่นๆ ซึ่งเคยพบผู้ป่วยที่มีอาการคล้ายๆ กันนี้ ทั่วโลก 66 ราย ทั้งในประเทศบราซิลที่พบ 4 ราย ประเทศจีน ประเทศในแถบทวีปยุโรป ฯลฯ  โดยกรณีของน้องแตม ถือเป็นรายที่ 67 ของโลก

          โดยในประเทศไทย เคยพบผู้ป่วย โรคเหงื่ออกเป็นเลือด 1 ราย ซึ่งได้เข้ารักษาตัวที่โรงพยาบาลศิริราช เมื่อ 2 ปีก่อน คือ เด็กหญิงอายุ 14 ปี ปัจจุบันอายุ 16 ปี เป็นชาวจังหวัดเพชรบุรี โดยมีอาการเลือดไหลออกมาจากผิวหนัง ฝ่ามือ หนังศีรษะ ตา ปาก ฟัน โดยเลือดจะไหลออกเป็นพักๆ และจะเกิดความรู้สึกร้อนบริเวณต่างๆ ที่เลือดไหล ซึ่งแพทย์ได้ตรวจร่างกายอย่างละเอียด ก็ไม่พบความผิดปกติในระบบใด และหลังจากแพทย์ได้ให้ยารักษา อาการของผู้ป่วยก็ดีขึ้นเรื่อยๆ โดยไม่มีเลือดออกอีกเลย

          ทั้งนี้ โรคเหงื่ออกเป็นเลือด มักพบในผู้ป่วยที่มีอาการเครียดอย่างรุนแรง ทำให้เส้นเลือดฝอยรอบๆ ต่อมเหงื่อ เกิดความเปราะบาง ปริแตก และหากเลือดไหลออกมามาก ก็อาจถึงกับช็อกหมดสติได้

          อย่างไรก็ตาม มีการยืนยันว่า โรคเหงื่อออกเป็นเลือด ไม่เกี่ยวข้องกับพันธุกรรม และส่วนใหญ่จะพบในเพศหญิงมากกว่าเพศชาย โดยเฉพาะเด็กหญิงในช่วงอายุก่อนมีประจำเดือน คือ ตั้งแต่อายุ 11-14 ปี จะพบผู้ป่วยในช่วงอายุนี้ค่อนข้างมาก นั่นจึงทำให้มีบางรายงาน ระบุว่า โรคนี้เกิดจากความผิดปกติของฮอร์โมนก่อนมีประจำเดือน และจากรายงานทางการแพทย์ ยังไม่มีการระบุว่า มีเด็กหรือผู้ใหญ่เสียชีวิตจากการเป็นโรคดังกล่าว

          สำหรับ การรักษา ผศ.พ.ญ.วาณี วิสุทธิเสรีวงศ์ หัวหน้าสาขาโรคผิวหนัง ภาควิชากุมารเวชฯ โรงพยาบาลศิริราช ระบุว่า ยังไม่แน่ใจว่า โรคเหงื่อออกเป็นเลือด ต้องใช้การรักษาให้หาย หรือสามารถหายได้เอง

ที่มาจาก : ข่าวสด

โรคหอบหืด คืออะไร ?


โรคหอบหืด คืออะไร ? (สสส.)

          โรคหอบหืด ชื่อนี้เรียกตามอาการของคนไข้ โดยอาการหอบหืดเกิดจากการหดตัวหรือตีบตันของช่องทางเดินหายใจส่วนหลอดลม ทำให้อากาศเข้าสู่ปอดน้อยลง

ปัจจัยที่ทำให้เกิดการตีบตันของหลอดลม คือ

           การหดตัวของกล้ามเนื้อรอบ ๆ หลอดลม
           การบวมอักเสบของเยื่อบุภายในหลอดลม
           เสมหะจำนวนมากที่คั่งค้างอยู่ภายในหลอดลม

          การหดตัวของกล้ามเนื้อรอบ ๆ หลอดลม แท้จริงแล้วเป็นผลจากอักเสบของเยื่อบุหลอดลม การอักเสบส่วนใหญ่จะเป็นการอักเสบเรื้อรังเกิดจากภาวะที่มีการตอบสนองรุนแรง เกินเหตุ

          โรคหอบหืด ต่างกับโรคอื่น ๆ คนไข้บางคนเป็นน้อย บางคนเป็นมาก และอาจเสียชีวิตได้ ภาวะที่กระตุ้นให้ โรคหอบหืด กำเริบก็ต่างกันในแต่ละคนไข้ ตัวอย่างของภาวะหรือสิ่งที่กระตุ้นให้ โรคหอบหืด กำเริบ คือ การหายใจเอาสารที่แพ้เข้าไปในหลอดลม ภาวะติดเชื้อ โพรงจมูกอักเสบ กลิ่นน้ำหอม ยาฆ่าแมลง กลิ่นอับ กลิ่นท่อไอเสีย กลิ่นบุหรี่ ภาวะอากาศเปลี่ยน การออกกำลังกาย โรคทางเดินอาหารบางโรค ภาวะแพ้ยา สารสี สารเคมีต่าง ๆ และภาวะเครียด

          ในเด็กที่ เป็นโรคหอบหืดส่วนใหญ่ สองในสามจะมีภาวะภูมิแพ้ด้วย แต่ในผู้ใหญ่ต่างกันที่ส่วนใหญ่จะไม่มีภาวะภูมิแพ้ โดยความเข้าใจผิดเกี่ยวกับ โรคหอบหืด คือ คนมักเข้าใจว่า โรคหอบหืดเป็นผลจากภาวะภูมิแพ้เสมอไป

         โรคหอบหืด คนเป็นกันมาก ตามสถิติแล้วมีผู้ป่วยเป็นโรคหอบหืด ประมาณ 10-13% ทั้งเด็กและผู้ใหญ่ ในเด็กชายเป็น โรคหอบหืด มากกว่าเด็กหญิงเล็กน้อย

          การวินิจฉัย โรคหอบหืด ใน เด็กทั่วไปแล้วจะยากกว่าผู้ใหญ่ เพราะเด็กจำนวนไม่น้อยมีอาการอื่นร่วมด้วย เด็กบางคนไม่มีอาการหอบเลยก็ได้ ส่วนใหญ่ประวัติการเจ็บป่วยของเด็กโรคหอบหืดจะไม่ค่อยสมบูรณ์ เพราะข้อมูลได้มาจากแม่เด็ก พี่เลี้ยง ครูที่โรงเรียน หรือตัวเด็กเอง

          อาการสำคัญของ โรคหอบหืด คือ ไอตอนเช้า กลางคืนตอนดึก ไอเวลาวิ่งเล่น หรือหลังวิ่งเล่น คัดจมูก น้ำมูกไหลร่วมด้วย ในเด็กเล็กที่หอบจากมีสาเหตุอื่นที่ไม่ใช่โรคหอบหืด เช่น โรคหัวใจ โรคติดเชื้อในปอด สารแปลกปลอม ถั่ว ข้าวโพดคั่วติดในหลอดลม หรือโรคทางเดินอาหารบางชนิด
          การติดเชื้อของระบบทางเดินหายใจ เป็นสาเหตุใหญ่ที่ทำให้โรคหอบหืด กำเริบ ส่วนใหญ่ของเชื้อจะเป็นไวรัสที่ติดมาจากโรงเรียน หรือที่ชุมชน เด็กจำนวนมากที่แพ้สารต่าง ๆ เช่น ไรฝุ่น เชื้อรา แมลงสาบ และอื่น ๆ จำเป็นที่จะต้องตรวจสอบให้แน่นอน


          การรักษา โรคหอบหืด จะต่างกันในคนไข้แต่ละคน ขึ้นอยู่กับความรุนแรงของโรค อายุคนไข้ และภาวะที่เกิดร่วมกับโรคหอบหืด เช่น ภาวะภูมิแพ้ หรือโพรงจมูกอักเสบเรื้อรัง โดยทั่ วๆ ไป แนวทางรักษาที่ยอมรับโดยผู้เชี่ยวชาญมีอยู่ 4 ข้อดังนี้
           แนะนำให้ใช้การตรวจสอบสมรรถภาพของปอด เพื่อบ่งชี้ความรุนแรงของโรค และเพื่อติดตามวัดผลการรักษา

           การใช้ยาเพื่อลดการอักเสบ หรือป้องกันการอักเสบของเยื่อบุหลอดลมร่วมกับการใช้ยา เพื่อคลายกล้ามเนื้อรอบหลอดลมที่หดตัว

           การควบคุมภาวะแวดล้อมต่าง ๆ โดยเฉพาะในคนไข้ที่มีภาวะภูมิแพ้ร่วมด้วย รวมถึงการรักษาเฉพาะเจาะจงในภาวะภูมิแพ้

           ต้องให้ความรู้คนไข้ และครอบครัวเกี่ยวกับ โรคหอบหืด และการปฏิบัติตน เช่น เลิกสูบบุหรี่ วิธีการออกกำลังกาย และวิธีใช้ยาที่ถูกต้อง

          การรักษาอย่างต่อเนื่องสำคัญที่สุดในโรคหอบหืดคนไข้ส่วนใหญ่ หรือแพทย์ส่วนใหญ่จะมองข้ามจุดสำคัญนี้ ทำให้ผลการรักษาไม่เป็นที่พึงพอใจของทั้งสองฝ่าย คนไข้ก็ว่าไม่หายสักที หมอก็ว่าคนไข้ไม่รู้เรื่องไม่ทำตามสั่ง

ผลการรักษา โรคหอบหืด ที่ควรเกิดขึ้นมีดังนี้
           สมรรถภาพปอดดีขึ้น
           คนไข้สามารถทำกิจกรรมต่าง ๆ ได้ตามปกติ หรือเกือบปกติ รวมทั้งการออกกำลังกาย
           อาการเรื้อรังที่น่าเบื่อหน่วยสำหรับคนไข้สิ้นสลายไปอาการ เช่น ไอ หายใจขัด แน่นหน้าอก
           ป้องกันการกำเริบของโรคได้
           ผลข้างเคียงจากยาควรจะไม่มี หรือมีน้อยที่สุด

          ความเข้าใจที่สำคัญมาก คือ การอักเสบของเยื่อบุหลอดลมในโรคหอบหืด นี้ เป็นการอักเสบอย่างเรื้อรัง ต่อเนื่องที่กำเริบได้เป็นระยะ แม้เวลาที่คนไข้รู้สึกดี ไม่มีอาการไอ หรือหอบ ภาวะการอักเสบนี้ยังคงอยู่ตลอดเวลา


ยาหลักที่ใช้ในการรักษา โรคหอบหืด 

ยาต้านการอักเสบ

          ยาสเตียรอยด์ เป็นยาที่มีประสิทธิภาพสูงสุดในการรักษาโรคหอบหืด สำหรับผู้ป่วยเด็ก และผู้ใหญ่ ยานี้มีทั้งรูปแบบยาเม็ดสำหรับรับประทาน และรูปแบบพ่นเข้าสู่หลอดลมโดยตรง อย่างไรก็ตาม ยาในรูปแบบพ่นถือได้ว่าเป็นยาหลักที่ใช้ในการรักษาของคนไข้หอบหืดเรื้อรัง และมีความปลอดภัยสูง เพราะปริมาณยาที่ถูกดูดซึมเข้าสู่ร่างกายน้อย ซึ่งในปัจจุบันยังไม่พบผลข้างเคียงรุนแรงใด ๆ จากการใช้ยานี้

          ส่วนยาในรูปแบบรับประทานจะใช้รับประทาน เมื่อมีอาการกำเริบอย่างรุนแรงหรือไม่สามารถจะพ่นยาได้ และจะใช้ในระยะสั้นๆ เท่านั้น คือ ประมาณ 1-2 สัปดาห์ แต่หากผู้ป่วยโรคหอบหืด รับ ประทานติดต่อกันเป็นระยะเวลานานอาจพบผลข้างเคียงขึ้นได้เช่น น้ำหนักตัวเพิ่ม ความดันโลหิตสูง ตาเป็นต้อ กระดูกผุ กล้ามเนื้ออ่อนแรง และบวมตามที่ต่าง ๆ

          โครโมลิน และนิโดโครมิล เป็นยาพ่นที่มีประสิทธิภาพในการป้องกัน และลดการอักเสบที่จะเกิดขึ้นจากการออกกำลังกาย หรืออากาศเปลี่ยน

 ยาขยายหลอดลม

          ยาประเภทนี้จะช่วยขยาย หรือคลายกล้ามเนื้อรอบ ๆ หลอดลมที่หดเกร็งตัว

          ยากลุ่มเบต้าอะโกนิส ที่ใช้แพร่หลายคือยาพ่นแบบน้ำ และแบบผง อีกทั้งยังมียาเม็ด และยาน้ำในรูปแบบรับประทาน รวมทั้งรูปแบบที่ใช้กับเครื่องปั๊ม ยากลุ่มนี้มีประสิทธิภาพในการขยายหลอดลมสูง นิยมใช้ในคนไข้ โรคหอบหืด ที่ มีอาการกำเริบเฉียบพลัน แต่ไม่ควรใช้ติดต่อเป็นระยะเวลานาน เพราะอาจทำให้อาการแย่ลงในภายหลัง เพราะไม่มีฤทธิ์ลดการอักเสบซึ่งเป็นสาเหตุที่แท้จริงของ โรคหอบหืด

          ยากลุ่มแซนทีน ยากลุ่มนี้มีฤทธิ์ต้านการอักเสบ และขยายหลอดลม สำหรับใช้ในคนไข้โรคหอบหืดเรื้อรัง ในปัจจุบันจะพบได้ทั้งยาฉีดยาน้ำ และยาเม็ด ทั้งรูปแบบธรรมดา เพื่อเพิ่มความสะดวกในการรับประทาน ผลข้างเคียงพบได้น้อย มีความปลอดภัยสูง

ที่มาจาก : สสส.

โรคกระเพาะ อาการโรคกระเพาะอาหาร


          โรคกระเพาะอาหารเกิดจากอะไร อาการของโรคกระเพาะอาหารมีอะไรบ้าง แล้วจะรักษาได้อย่างไร ตามมาหาคำตอบกัน

          โรคกระเพาะอาหาร ถ้าใครไม่เคยเป็นคงไม่รู้หรอกว่าเวลาปวดแสบท้องนั้นทรมานขนาดไหน หลายคนจึงพยายามทานข้าวให้ตรงเวลาจะได้ไม่ปวดท้อง แต่เอ...แล้วสาเหตุของโรคกระเพาะอาหาร เป็นเพราะเราทานข้าวไม่ตรงเวลาเท่านั้นหรือเปล่านะ หรือมีสาเหตุอื่นด้วย กระปุกดอทคอม รวบรวมข้อมูลเกี่ยวกับโรคกระเพาะอาหาร อีกหนึ่งโรคที่อยู่ใกล้ตัวพวกเราทุกคนมาบอกกันอีกครั้งค่ะ

โรคกระเพาะอาหาร คืออะไร?

          จริง ๆ แล้วโรคนี้มีชื่อเต็ม ๆ ว่า "โรคแผลในกระเพาะอาหาร" แต่คนส่วนใหญ่เรียกสั้น ๆ ว่า โรคกระเพาะอาหาร หรือ โรคกระเพาะ แต่จริง ๆ แล้วโรคนี้ยังหมายถึงโรคแผลที่ลำไส้เล็ก โรคกระเพาะอาหารอักเสบ และโรคลำไส้เล็กอักเสบอีกด้วย


 สาเหตุของโรคกระเพาะอาหาร

          ต้องบอกว่าโรคกระเพาะอาหารมีกลไกการเกิดโรคที่ซับซ้อนมาก และเกิดได้จากหลายสาเหตุ แต่ละสาเหตุจะทำให้เกิดภาวะที่มีกรดและน้ำย่อยในกระเพาะอาหารมากเกินไป จนไปทำลายเยื่อบุกระเพาะอาหาร ซึ่งแบ่งได้เป็น 2 กลุ่มใหญ่ คือ

          1. กลุ่มโรคกระเพาะชนิดมีแผล อาจเป็นแผลตรงกระเพาะอาหาร ลำไส้เล็กส่วนต้น สาเหตุอาจเกิดจาก
           การใช้ยาต้านการอักเสบบางชนิด เช่น ยาแอสไพริน ไอบูโพรเฟน อินโดเมทาซิน นาโพรเซน ไพร็อกซิแคม ไดโคลฟีแนก ฯลฯ ซึ่งเป็นยาแก้ปวดต่าง ๆ หากใช้ติดต่อกันนาน อาจทำให้เกิดแผลในกระเพาะได้

           ติดเชื้อแบคทีเรียเฮลิโคแบคเตอร์ ไพโลไร (Helicobacterpylori)  หรือ เอชไพโลไร (H. pylori) ซึ่งติดต่อได้จากการกินอาหาร เชื้อนี้จะอาศัยอยู่ในชั้นเมือกที่ปกคลุมผิวกระเพาะอาหาร แล้วสร้างสารที่เป็นด่างออกมาเจือจางกรดที่อยู่รอบ ๆ ตัวมัน และยังสร้างสารพิษทำลายเซลล์เยื่อบุผิวของกระเพาะอาหารได้ จึงทำให้เซลล์เยื่อบุกระเพาะอาหารอักเสบ และนี่ก็เป็นสาเหตุสำคัญอันดับหนึ่งที่ทำให้เกิดแผลในกระเพาะอาหาร  อาจเรื้อรังถึงขั้นมะเร็งกระเพาะอาหารได้

          2. กลุ่มโรคกระเพาะชนิดไม่มีแผล มีสาเหตุหลากหลาย เช่น

           การรับประทานอาหารไม่เป็นเวลา
           การสูบบุหรี่
           การดื่มสุรา กาแฟ
           ความเครียด
           การรับประทานอาหารรสเผ็ดจัด เปรี้ยวจัด
           ภาวะกรดในกระเพาะไหลย้อนขึ้นมาหลอดอาหาร

          ปัจจัยเหล่านี้ทำให้เยื่อบุกระเพาะอาหารระคายเคืองจนเกิดการอักเสบเรื้อรัง แล้วนำไปสู่การเกิดแผลในกระเพาะอาหารและลำไส้เล็กส่วนต้นได้

 อาการโรคกระเพาะอาหาร เช็กดูหน่อย

          ลองสำรวจอาการกันดูว่าที่เราปวดท้องนั้นเป็นโรคกระเพาะอาหารแล้วหรือเปล่า
           ปวดหรือจุกแน่นท้องบริเวณใต้ลิ้นปี่ เวลาท้องว่าง หรือเวลาหิว แต่บรรเทาได้ด้วยการทานอาหารหรือยาลดกรด แต่ในบางคนจะยิ่งปวดมากขึ้นหลังทานอาหาร โดยเฉพาะทานอาหารที่รสเผ็ดจัด เปรี้ยวจัด

           มักปวดแบบเป็น ๆ หาย ๆ มานานเป็นปี โดยมีช่วงเว้นที่ปลอดอาการค่อนข้างนาน เช่น ปวดอยู่ 1-2 สัปดาห์ และหายไปหลาย ๆ เดือน จึงกลับมาปวดอีก

           ปวดแน่นท้องกลางดึกหลังจากหลับไปแล้ว

           บางคนอาจมีอาการกำเริบเวลากินยาแอสไพริน ยาแก้ปวดข้อ ดื่มแอลกอฮอล์ กาแฟ ของมันๆ ของหวานๆ อาหารที่ย่อยยาก หรือกำเริบในช่วงที่กินอาหารผิดเวลาหรือปล่อยให้หิวนานๆ หรือเวลามีความเครียด
     
          ทั้งนี้ บางรายจะไม่มีอาการปวดท้อง แต่จะมีอาการแน่นท้อง หรือรู้สึกไม่สบายในท้อง มักจะเป็นบริเวณใต้ลิ้นปี่ หรือกลางท้องรอบสะดือ มักมีอาการท้องอืดร่วมด้วย โดยเฉพาะหลังกินอาหารท้องจะอืดขึ้นชัดเจน มีลมมากในท้อง ท้องร้องโกรกกราก ต้องเรอหรือผายลมจะดีขึ้น อาจมีคลื่นไส้อาเจียนร่วมด้วย โดยเฉพาะหลังอาหารแต่ละมื้อ หรือช่วงเช้ามืดผู้ป่วยอาจมีอาการอิ่มง่ายกว่าปกติ ทำให้กินได้น้อยลง และน้ำหนักลดลงบ้างเล็กน้อย
          นอกจากนี้ แม้บางคนจะมีอาการเรื้อรังเป็นปี แต่สุขภาพโดยทั่วไปจะไม่ทรุดโทรม น้ำหนักตัวไม่ลด ไม่มีภาวะซีด แต่ในบางคนอาจพบภาวะแทรกซ้อน เช่น ภาวะเลือดออกในกระเพาะอาหาร ทำให้ผู้ป่วยอาเจียนเป็นเลือด ถ่ายเหลวสีดำเหนียวคล้ายน้ำมันดิน หน้ามืด วิงเวียนศีรษะ


 การวินิจฉัยแยกโรค

          บางทีอาการปวดท้อง ปวดจุกลิ้นปี่อาจไม่ได้หมายถึงโรคกระเพาะอาหารเสมอไป เพราะอาจเป็นอาการหนึ่งของโรคอื่น ๆ ได้ เช่น

           1. ตับอักเสบ มีอาการอ่อนเพลีย จุกแน่นลิ้นปี่ ดีซ่าน (ตาเหลือง ตัวเหลือง ปัสสาวะเหลือง) อาจมีอาการเบื่ออาหารร่วม ด้วย และอาจมีไข้คล้ายไข้หวัดนำมาก่อน

           2. ตับแข็ง มีอาการจุกแน่นลิ้นปี่ ดีซ่าน อาจมีประวัติดื่มสุราจัดมานาน

           3. นิ่วในถุงน้ำดี มีอาการปวดบิดเกร็งเป็นพัก ๆ ตรงใต้ลิ้นปี่และใต้ชายโครงขวา หลังกิน อาหาร (มัน ๆ) เป็นบางมื้อบางวัน บางครั้งอาจ ปวดรุนแรงจนแทบเป็นลม นานครั้งละ 30 นาที อาจมีอาการอาเจียนร่วมด้วย

           4. ไส้ติ่งอักเสบระยะแรกเริ่ม มีอาการปวดรอบ ๆ สะดือเป็นพัก ๆ คล้ายท้องเสีย อาจเข้า ห้องน้ำบ่อย แต่ถ่ายไม่ออก หรือถ่ายแบบท้องเสีย ปวดนานหลายชั่วโมง แล้วต่อมาจะย้ายมาปวดตรงท้องน้อยข้างขวา แตะถูกหรือขยับเขยื้อนตัวจะเจ็บ ต้องนอนนิ่ งๆ หากไม่รักษาจะปวดรุนแรงขึ้นนานข้ามวันข้ามคืน

           5. โรคหลอดเลือดหัวใจตีบ มีอาการจุกแน่นตรงลิ้นปี่ และปวดร้าวขึ้นไปที่คอ ขากรรไกร ไหล่ หรือต้นแขน นานครั้งละ 2-5 นาที มักมีอาการกำเริบ เวลาออกแรง เดินขึ้นบันได ทำอะไรรีบร้อน หลังกินข้าว อิ่ม หลังอาบน้ำเย็น มีอารมณ์ เครียด หรือขณะสูบบุหรี่ จะปวดนาน ๆ ครั้ง เวลามีเหตุกำเริบดังกล่าว บางคนอาจเข้าใจว่าเป็น เพียงโรคกระเพาะ โดยเฉพาะอย่างยิ่งถ้ามีอาการ กำเริบหลังกินข้าว ผู้ป่วยอาจมีประวัติสูบบุหรี่  จัด ขาดการออกกำลังกาย อ้วน เป็นเบาหวาน ความดันเลือดสูง หรือไขมันในเลือดสูง หรืออาจมีอายุมาก (ชายอายุ 45 ปีขึ้นไป, หญิงอายุ 55 ปีขึ้นไป)

           6. มะเร็งตับ หรือมะเร็งกระเพาะอาหาร มี อาการอ่อนเพลีย เบื่ออาหาร น้ำหนัดลด จุกแน่นท้อง อาจมีคลื่นไส้อาเจียน ดีซ่าน อาเจียน เป็นเลือด ถ่ายอุจจาระดำ หรือหน้าตาซีดเซียวร่วมด้วย

          ทั้งนี้แพทย์จะซักประวัติและวินิจฉัย หากทานยารักษาโรคกระเพาะแล้วไม่ดีขึ้น แพทย์จะตรวจร่างกายอย่างละเอียดเพื่อวินิจฉัย โดย อาจให้ผู้ป่วยกลืนแป้งแบเรียม เอกซ์เรย์ หรือใช้กล้องส่องดูว่ามีแผลในกระเพาะอาหารหรือไม่ หากพบเป็นแผล จะนำเนื้อเยื่อไปตรวจพิสูจน์ว่าเป็นเชื้อเอชไพโลไรหรือไม่ เพื่อจะได้รักษาต่อไป

ที่มาจาก : กระปุกดอทคอม

วันพุธที่ 24 กันยายน พ.ศ. 2557

ระวัง โรคหน้าฝน


ระวัง โรคหน้าฝน (Momypedia)

          เมื่อหน้าฝนมาเยือน ไม่เพียงนำความชุ่มชื้นมาฝากผืนดินและผู้คน แต่ฝนชุกยังมาพร้อมโรคถึง 5 กลุ่มรวมกว่า 10 โรค ที่เราสามารถป้องกันได้
          กรมควบคุมโรค กระทรวงสาธารณสุขเตือน 90 วันอันตราย ในเดือนมิถุนายน - สิงหาคม ซึ่งเป็นช่วงฝนชุก ประชาชนควรป้องกันโรคติดต่อที่มักเกิดขึ้นในฤดูฝน ซึ่งมีโรค 5 กลุ่ม ได้แก่

           1.กลุ่มโรคติดต่อของระบบทางเดินอาหาร ที่พบบ่อย ได้แก่ โรคอุจจาระร่วงเฉียบพลัน บิด ไทฟอยด์ อาหารเป็นพิษ ตับอักเสบ สาเหตุเกิดจากกินอาหารดื่มน้ำที่ปนเปื้อนเชื้อโรคหรือกินอาหารสุกๆ ดิบๆ

           2.กลุ่มโรคติดเชื้อผ่านทางบาดแผลหรือเยื่อบุผิวหนัง ที่พบบ่อยคือ โรคเลปโตสไปโรซิส หรือไข้ฉี่หนู อาการเด่นคือ ไข้สูงเฉียบพลัน ปวดศีรษะ มักปวดกล้ามเนื้อบริเวณน่องและโคนขาอย่างรุนแรง และตาแดง

           3.กลุ่มโรคระบบทางเดินหายใจ ที่พบบ่อยได้แก่ โรคหวัด ไข้หวัดใหญ่ คออักเสบ หลอดลมอักเสบ ปอดอักเสบหรือปอดบวม อาการเริ่มจากไข้ ไอ หายใจเร็วหรือหอบเหนื่อย

           4.กลุ่มโรคติดต่อที่เกิดจากยุง ได้แก่ ไข้เลือดออก มียุงลายเป็นพาหะนำโรค ไข้สมองอักเสบเจอี (Japanese Encephalitis) มียุงรำคาญ มักแพร่พันธุ์ในแหล่งน้ำตามทุ่งนาเป็นตัวนำโรค และโรคมาลาเรีย มียุงก้นปล่องที่อยู่ในป่าเป็นพาหะนำโรค ทั้ง 3 โรคนี้อาการเริ่มจากมีไข้สูง ปวดศีรษะมาก คลื่นไส้อาเจียน โดยเฉพาะโรคไข้สมองอักเสบ อาจทำให้พิการภายหลังได้

           5. โรคเยื่อบุตาอักเสบหรือโรคตาแดง ซึ่งเกิดจากเชื้อไวรัสที่อยู่ในน้ำสกปรกกระเด็นเข้าตา

          มีรายงานว่าตลอดเดือนพฤษภาคม 2552 พบผู้เสียชีวิตจากโรคหน้าฝนแล้ว 13 ราย โดยเสียชีวิตจากปอดบวม 8 ราย อุจจาระร่วงเฉียบพลัน 3 ราย ไข้เลือดออกและไข้สมองอักเสบ อย่างละ 1 ราย

          สำหรับคุณพ่อคุณแม่ที่มีลูกเล็กอยู่ในบ้าน ในช่วงนี้หากลูกมีไข้สูง ควรไปพบแพทย์ทันที นอก จากนี้มีข้อควรระวังสำคัญคือ ห้ามใช้ยาจำพวกแอสไพรินอย่างเด็ดขาด เพราะยาชนิดนี้มีอันตรายกับบางโรค โดยเฉพาะโรคไข้เลือดออก โรคไข้หวัดใหญ่ และโรคไข้ฉี่หนู เพราะโรคทั้ง 3 ทำให้มีเลือดออกตามอวัยวะต่างๆ ในร่างกายอยู่แล้ว หากได้รับยาแอสไพริน ซึ่งมีสารป้องกันเลือดแข็งตัวจะทำให้เลือดออกได้ง่ายขึ้นทำให้เสียชีวิตจาก โรคได้ง่ายขึ้น

          อย่าง ไรก็ตามในช่วงหน้าฝนนี้เราสามารถป้องกันโรคต่างๆ เหล่านี้ได้ โดยดูแลสุขภาพอนามัยให้แข็งแรง พักผ่อนให้เพียงพอ รับประทานอาหารที่สุกสะอาด ล้างมือให้สะอาดอยู่เสมอ ดูแลไม่ให้พื้นที่หรือภาชนะในบ้านมีน้ำขังเป็นแหล่งเพาะพันธุ์ของลูกน้ำยุง ลาย ดูแลตัวเองและลูกน้อยไม่ให้ถูกยุงกัด ไม่ควรออกไปเดินลุยในพื้นที่น้ำขัง และล้างเท้าฟอกสบู่ให้สะอาดอยู่เสมอหลังออกไปเดินในพื้นชื้นแฉะหลังฝนตก ใหม่ๆ

ที่มาจาก :  Momypedia

H1N1...ไม่น่ากลัวอย่างที่คิด


H1N1...ไม่น่ากลัวอย่างที่คิด (Womenplus)

          ไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ใหม่ Swine Influenza เป็นโรคระบบทางเดินหายใจที่ติดต่อในหมู เกิดจากเชื้อไข้หวัดใหญ่ชนิดเอ ซึ่งปกติมีการแพร่ระบาดอยู่ในฝูงหมู โดยไข้หวัดหมูมีเชื้อหลายประเภท ทั้ง H1N1 H1N2 และ H3N2 (สายพันธุ์ H3N2 มักจะเกิดจากการแพร่ระบาดจากคนสู่หมู) สำหรับโรคไข้หวัดหมูที่กำลังแพร่ระบาดในประเทศเม็กซิโกและสหรัฐอเมริกานั้น เกิดจากเชื้อไข้หวัดใหญ่ชนิดเอ สายพันธุ์ เอช 1 เอ็น 1 (H1N1) ซึ่งเป็นไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ใหม่ของคน ซึ่งไม่เคยพบมาก่อน เนื่องจากเป็นการผสมกันของสารพันธุกรรมไข้หวัดใหญ่ในมนุษย์ ไข้หวัดนกที่พบในทวีปอเมริกาเหนือ และไข้หวัดหมูที่พบในทวีปเอเชีย และยุโรป

          นพ.คำนวณ อึ้งชูศักดิ์ ผอ.สำนักระบาดวิทยา กรมควบคุมโรค กระทรวงสาธารณสุข กล่าวถึงโรคไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ใหม่ชนิดใหม่นี้ว่า แม้จะมีเชื้อตั้งต้นมาจากหมู ด้วยที่มาของการเกิดสายพันธุ์ใหม่ใน หมู และพบเป็นครั้งแรกในประเทศเม็กซิโก ก่อนได้รับการเปลี่ยนชื่อมาเป็นไข้หวัดใหญ่ชนิดเอ สายพันธุ์ เอช 1 เอ็น 1 (H1N1) แต่ระยะแพร่ระบาดคือ ติดต่อจากคนสู่คน ดังนั้นการบริโภคผลิตภัณฑ์จากหมูไม่มีอันตรายแต่อย่างใด

          ทั้งนี้หากเปรียบเทียบกับ "ไข้หวัดนก" ที่เคยแพร่ระบาดในอดีต ซึ่งเป็นเชื้อที่ติดต่อจากสัตว์ปีกสู่คนได้นั้น จากข้อมูลเบื้องต้นพบว่า ผู้ได้รับเชื้อไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์นี้ มีอัตราเสียชีวิตร้อยละ 5-7 ซึ่งถือว่ายังน้อยกว่าอัตราของผู้เสียชีวิตของผู้ป่วยโรคไข้หวัดนก

          ปกติแล้วไข้หวัดหมูจะติดต่อกันในกลุ่มหมูด้วยกันทางการหายใจ และสามารถติดต่อสู่คนได้โดยตรงจากหมูที่ป่วย หรือมีเชื้อไข้หวัดหมูอยู่ในสิ่งแวดล้อม โดยผู้ที่อยู่ในกลุ่มเสี่ยงที่จะป่วยด้วยโรคนี้ ได้แก่ เกษตรกรผู้เลี้ยงหมู คนฆ่าหมูหรือชำแหละเนื้อหมู คนขายเนื้อหมู รวมทั้งผู้ประกอบอาชีพเกี่ยวกับหมู และผู้บริโภคเนื้อหมูที่ปรุงไม่สุก การแพร่กระจายเชื้อไข้หวัดหมูจากคนสู่คนนั้น มีลักษณะเดียวกับการแพร่ระบาดของไข้หวัดใหญ่ในคน ดังนั้น นอกจากจะต้องระวังการติดเชื้อจากหมูแล้ว ยังต้องระวังการแพร่กระจายเชื้อจากคนสู่คนอีกด้วย

          เชื้อมีอยู่ในเสมหะ น้ำมูก น้ำลายของผู้ป่วยแพร่ไปยังผู้อื่น โดยการไอหรือจามรดกันในระยะใกล้ชิด หรือติดจากมือและสิ่งของที่มีเชื้อปนอยู่ และเชื้อจะเข้าสู่ร่างกายทางจมูกและตา เช่น การแคะจมูกการขยี้ตา ไม่ติดต่อจากการรับประทานเนื้อหมูสุก ตั้งแต่เริ่มแสดงอาการจนถึง 7 วันหลังแสดงอาการ ผู้ป่วยจะมีลักษณะอาการคล้ายคลึงไข้หวัดใหญ่คือ ติดเชื้อในระบบทางเดินหายใจ ไอ คลื่นไส้อาเจียน ปวดเมื่อยตามร่างกายรุนแรง ท้องร่วง และปวดศีรษะรุนแรง อาการป่วยจะพัฒนารวดเร็ว และจะมีอาการหายใจลำบากอย่างรุนแรงภายใน 5 วัน

          ทั้งนี้อาจจะพบว่าผู้ที่รับเชื้อจะแสดงอาการไม่รุนแรง ในกรณีที่ผู้ติดเชื้อมีสุขภาพแข็งแรงและอาการไม่รุนแรง สามารถรักษาหายได้ด้วยภูมิต้านทานของร่างกาย ทั้งนี้หากเป็นผู้สูงอายุหรือเด็กจะมีความเสี่ยงมากกว่า ส่วนในกรณีที่มีอาการรุนแรง เกิดจากมีการอักเสบที่ปอด จนถึงขั้นเสียชีวิตได้

          ผลวิจัยพบว่า ยาในกลุ่มป้องกันเชื้อไวรัส Amantadine และ Rimantadine ยังไม่สามารถใช้ต้านเชื้อได้ เพราะไวรัสชนิดนี้ดื้อยาต้านไวรัส แต่ข่าวดีก็คือ ในเอกสารเรื่องการแพร่ระบาดของไข้หวัดชนิดนี้ กงสุลใหญ่ ในนครลอสแองเจลิสของสหรัฐ แสดงข้อมูลที่ระบุว่า สามารถใช้ยาชนิดเดียวกับยาไข้หวัดใหญ่ทั่วไปในการรักษาไข้หวัดชนิด A (H1N1) ได้คือ ยาโอเซลทามิเวียร์ (Oseltamivir) หรือ ทามิฟลู (Tamiflu) และยา Zanamivir ซึ่งเป็นยาชนิดพ่น นอกเหนือจากการรักษาหลังอาการ   โดยเฉพาะหากผู้ป่วยได้รับยาโอเซลทามิเวียร์ภายใน 48 ชั่วโมง ก็สามารถลดการติดเชื้อและอาการไม่รุนแรง

          โอเซลทามิเวียร์ (Oseltamivir) เป็นยาต้านไวรัสในรูปแคปซูล 75 มก. และผงยาสำหรับละลาย 12 มก./มล. ที่ มีฤทธิ์เป็น Neuraminidase Inhibitor ใช้รักษาและป้องกันไข้หวัดใหญ่ชนิด A และ B ซึ่งส่วนใหญ่จะเป็นการติดต่อระหว่างคน เมื่อเข้าสู่ร่างกายแล้วจะถูกดูดซึมโดยตับเข้าต่อต้านทำลายเชื้อไวรัส

          คำแนะนำการใช้เพื่อรักษาและป้องกันไข้หวัดใหญ่ควรเป็นไปตามอาการและภายใต้การสั่งของแพทย์นับว่าปลอดภัยที่สุด ปริมาณ ที่ใช้โดยทั่วไป ทามิฟลู® ใช้รักษาไข้หวัดใหญ่ในผู้ป่วยที่มีอายุ 13 ปีขึ้นไปคือ 75 มก. วันละ 2 ครั้งเป็นเวลา 5 วัน ขนาดการใช้สำหรับเด็กอายุต่างๆ คำนวณตามน้ำหนัก  และ ทามิฟลู® ใช้ป้องกันไข้หวัดใหญ่ มาตรฐานปริมาณการใช้สำหรับรักษาไข้หวัดใหญ่ในเด็กอายุ 13 ปีขึ้นไป 75 มก. วันละ 1 ครั้ง เป็นเวลา 6 สัปดาห์  

ที่มาจาก : womanplus

วันอังคารที่ 23 กันยายน พ.ศ. 2557

22 เมนูอาหารไทยต้านมะเร็ง


         ผลวิจัยชี้อาหารไทยต้นตำหรับภูมิคุ้มกันมะเร็งร้าย เผย "ผัดคะน้าน้ำมันหอย-ส้มตำไทย" เมนูเด็ดยับยั้งการเกิดสารก่อมะเร็งในอาหาร ปิ้ง ย่าง รมควัน มากที่สุด รองลงมา คือ ไก่ทอดสมุนไพร ทอดมันปลากราย แกงเลียง ไข่เจียวใส่หอมหัวใหญ่-มะเขือเทศ

          เมื่อ วันที่ 9 ก.ค. 51 น.ส.มลฤดี สุขประสารทรัพย์ นักศึกษาระดับปริญญาโทสาขาพิษวิทยาทางอาหารและโภชนาการ สถาบันวิจัยโภชนาการ มหาวิทยาลัยมหิดล โดยการสนับสนุนของสภาวิจัยแห่งชาติ เปิดเผยว่า ได้ดำเนินการศึกษาวิจัยถึงแบบจำลองที่เลียนแบบการกินอาหารที่มีสารก่อกลาย พันธุ์ หรือ สารก่อมะเร็ง เช่น อาหารประเภทปิ้งย่าง รมควัน และอาหารที่ต้มตุ๋นเป็นระยะเวลานานๆเกิน 4 ชั่วโมงขึ้นไปก็เสี่ยงต่อการเป็นมะเร็งเช่นกัน โดยนำมาทำปฏิกิริยากับสารไนไตรท์ หรือ ดินประสิว ในสภาวะคล้ายการย่อยอาหารของคนเรา จากนั้นรับประทานอาหารไทยร่วมด้วยจำนวน 22 ตำรับ

          น.ส.มล ฤดี กล่าวว่า ในการดำเนินการวิจัยครั้งนี้ ได้ใช้สารสกัดจากอาหารไทย 22 ตำรับ ซึ่งแต่ละชนิดถูกเติมลงในสารละลายของแต่ละแบบจำลอง แล้วนำมาทดสอบการก่อกลายพันธุ์ โดยการศึกษาการยับยั้งการเกิดสารก่อกลายพันธุ์ของสารเคมีที่เป็นตัวแทนสาร พิษที่ได้จากการกินเนื้อสัตว์ปิ้ง ย่าง รมควัน คือ สารโพลีไซคลิก อะโรมาติกไฮโดรคาร์บอน ระหว่างทำปฏิกิริยากับไนไทรต์ พบว่า กลุ่มอาหารไทยที่ให้ผลในการยับยั้งการเกิดสารก่อกลายพันธุ์ระดับสูงได้แก่ ผัดคะน้าน้ำมันหอย ไก่ทอดสมุนไพร ทอดมันปลากราย แกงเลียง ไข่เจียวใส่หอมหัวใหญ่และมะเขือเทศ ผัดกระเพรากุ้งใส่ถั่วฝักยาวแกงเผ็ดเป็ดย่าง แกงจืดตำลึง ไก่ผัดเม็ดมะม่วงหิมพานต์ ส้มตำไทย และผัดผักรวมน้ำมันหอย สารสกัดจากผัดคะน้าน้ำมันหอยสามารถยับยั้งการเกิดสารก่อกลายพันธุ์มากที่สุด ส่วนเมนูอื่นๆ มีผลยับยั้งการเกิดสารก่อกลายพันธุ์เรียงตามลำดับจากมากไปหาน้อย

          น.ส.มล ฤดี กล่าวต่อว่า กลุ่มอาหารไทยที่ให้ผลในการยับยั้งการเกิดสารก่อกลายพันธุ์ระดับกลาง ได้แก่ ฉู่ฉี่ปลาทับทิม น้ำพริกลงเรือ ห่อหมกปลาช่อนใบยอ แกงจืดวุ้นเส้นแกงเขียวหวานไก่ แกงส้มผักรวม และต้มยำเห็ด เรียงตามลำดับ ส่วนกลุ่มอาหารไทยที่ให้ผลในการยับยั้งการเกิดสารก่อกลายพันธุ์น้อยที่สุด เรียงตามลำดับจากน้อยถึงน้อยมากที่สุดคือ แกงจืดวุ้นเส้น แกงจืดตำลึง ส้มตำไทย ต้มยำเห็ด และแกงส้มผักรวม

          น.ส.มล ฤดี กล่าวด้วยว่า ส่วนการศึกษาการยับยั้งการเกิดสารก่อกลายพันธุ์ของสารเคมีที่เป็นตัวแทนสาร พิษเฮทเทอโรไซคลิก อะมีนที่ได้จากเนื้อตุ๋นเป็นเวลานานระหว่างทำปฏิกิริยากับไนไตรท์ พบว่า ผลการยับยั้งแสดงในระดับต่ำ โดยสารสกัดจากส้มตำไทยให้ผลดีที่สุด.

          ด้าน รศ.ดร.แก้ว กังสดาลอำไพ หัวหน้าฝ่ายพิษวิทยาทางอาหารและโภชนาการกล่าวว่าจากวิทยานิพนธ์ข้างต้นชี้ ให้เห็นว่า อาหารไทยเป็นอาหารสุขภาพอย่างแท้จริงสามารถช่วยลดความเสี่ยงหรือป้องกัน มะเร็งได้ ทั้งนี้เพื่อให้มีสุขภาพดียิ่งขึ้น จึงควรออกกำลังกายควบคู่ไปด้วย


ที่มา : หนังสือพิมพ์สยามรัฐ

ยกย่องเห็ด เป็นยอดอาหารวิเศษ


          นักวิทยาศาสตร์คณะวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีการอาหาร มหาวิทยาลัยเทนเนสซีของสหรัฐฯ พบว่าเห็ดชนิดต่างๆ ล้วนมีสรรพคุณต่อต้านโรคมะเร็ง เพราะอุดมด้วยสารต่อต้านอนุมูลอิสระและสารอาหารที่มีคุณประโยชน์

          นัก วิทยาศาสตร์หลายคน ต่างได้หยิบยกคุณประโยชน์ ของพวกเห็ดว่า ล้วนมีสารต่อต้านอนุมูลอิสระ เซเลเนียม ริโบฟราวินและสารที่เป็นประโยชน์แก่ร่างกายอื่นๆ โดยช่วยป้องกันภูมิคุ้มโรคและต่อต้านโรคมะเร็ง ในที่ประชุมสมาคมวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีการอาหาร

          ดร.ลา นา ไซยาโนวิค นักวิจัยของคณะ ยังได้กล่าวว่าในเห็ดมีสารเบตรา-กลูแคน ซึ่งเป็นสารประกอบที่ช่วยปกปักภูมิคุ้มโรค ให้คอยระวังระไวโรคต่างๆ เอาไว้อย่างมากมาย

          ดร.ฉวน เชน ผู้อำนวยการแผนกศัลยกรรมวิจัย ของสถาบันวิจัยเบคแมน ในแคลิฟอร์เนีย ก็ระบุว่า เห็ดอุดมด้วยสารต่อต้านมะเร็ง และเผยจากการทดลองในห้องปฏิบัติการ ได้รู้ว่าเซลล์ของเห็ดมีกลไกที่กำราบเซลล์มะเร็งของทรวงอกและต่อมลูกหมากลง ได้ เขายังเฝ้าติดตามการทดสอบในสถานพยาบาล ซึ่งสภาการเห็ดให้ทุนสนับสนุนอยู่ และจะมีผลออกมาตอนปลายปีนี้


ที่มา : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

วันจันทร์ที่ 22 กันยายน พ.ศ. 2557

กินฟาสต์ฟู้ดตอนท้องทำลูกอ้วนตอนโต

  
            สำนักข่าวบีบีซีรายงานผลการวิจัยเกี่ยวกับผลของการเลือกรับประทานอาหารที่ไม่ดีใน ระหว่างตั้งครรภ์ต่อสุขภาพของลูกในท้องในระยะยาวซึ่งพบว่าการที่แม่รับ ประทานอาหารจำพวกฟาสต์ฟู้ดหรืออาหารขยะอาจส่งผลให้ลูกมีปัญหาเรื่องโรคอ้วน และเบาหวานได้ในระยะยาว

            ทั้ง นี้เป็นการทดลองในห้องปฏิบัติการกับหนูทดลอง โดยนักวิทยาศาสตร์ได้ป้อนหนูที่ท้องด้วยอาหารแปรรูปที่มีไขมันในระดับสูง เพื่อจำลองสภาพที่คนท้องที่รับประทานอาหารจำพวกฟาสต์ฟู้ด ซึ่งผลการทดลองพบว่าลูกของหนูทดลองมีระดับไขมันในกระแสเลือดในอวัยวะสำคัญๆ ในปริมาณที่สูงแม้จะโตจนผ่านพ้นวัยรุ่นมาแล้วก็ตาม

            นอก จากนี้แล้วนักวิจัยยังพบด้วยว่าหนูทดลองที่เกิดจากแม่ที่ถูกป้อนด้วยอาหาร ไขมันสูงนั้นยังมีความเสี่ยงในการเป็นโรคเบาหวานสูงกว่าปกติอีกด้วยถึงแม้ ว่าหลังจากคลอดแล้วจะให้รับประทานแต่อาหารที่มีประโยชน์ต่อสุขภาพจนโตก็ตาม

            การวิจัยนี้เป็นผลงานร่วมกันของราชวิทยาลัยสัตวแพทย์และเวลคัม ทรัส ผลการวิจัยได้รับการตีพิมพ์ในวารสารวิชาการด้านสรีรวิทยา ชื่อ the journal of physiology ทั้ง นี้ทีมนักวิจัยทีมนี้ได้เคยมีผลการวิจัยออกมาก่อนหน้านี้แล้วว่าหนูทดลองที่ เกิดจากแม่ที่รับประทานอาหารขยะในขณะตั้งท้องและให้นมลูกจะมีแนวโน้มอยากรับ ประทานอาหารประเภทเดียวกันกับที่แม่ของพวกมันรับประทาน

            แต่ สิ่งที่กลับกลายเป็นเรื่องที่คาดไม่ถึงอย่างมากจากการทดลองนี้คือผลเสียจาก การรับประทานอาหารขยะต่อร่างกายของลูกหนูในท้องของแม่ที่กินอาหารไขมันสูง นั้นจะยังคงอยู่ไปเป็นเวลานานมาก ๆ และถึงแม้ว่าจะพยายามแก้ไข้ด้วยการเลือกให้กินอาหารที่มีผลดีต่อสุขภาพหลัง คลอดไปแล้วก็ตาม

            ดร.สตีฟานี เบยอล หนึ่งในทีมนักวิจัยกล่าวว่า ดูเหมือนว่าการเลือกรับประทานอาหารของแม่ในขณะที่ตั้งท้องและให้นมลูกนั้นมีความสำคัญเป็นอย่างมากต่อสุขภาพของลูกในท้องในระยะยาว

             เรามักจะพูดกันเสมอว่า คุณกินอะไรก็เป็นอย่างนั้น แต่ข้อเท็จจริงอีกประการหนึ่งคือ แม่คุณกินอะไรคุณก็จะเป็นอย่างนั้นด้วยดร.เบยอลกล่าว

            ที่ สำคัญการก่อตัวของไขมันในบริเวณอวัยวะสำคัญ ๆ นั้นเป็นเรื่องที่น่าเป็นห่วงเป็นอย่างยิ่งเพราะนั่นคือสัญญาณของการเกิดโรค เบาหวานชนิด 2 และลูกหนูที่เกิดจากแม่ที่กินอาหารไม่ดีจะมีแนวโน้มในการเป็นเบาหวานชนิดนี้ สูงกว่า ทั้ง ๆ ที่พยายามกินอาหารเพื่อสุขภาพมาโดยตลอดตั้งแต่หลังคลอดออกมาแล้วก็ตาม

           อย่าง ไรก็ดีนักวิจัยพบว่าผลของไขมันที่หนูในท้องได้รับจากแม่นั้นมีความแตกต่าง กันระหว่างหนูตัวผู้และหนูตัวเมีย โดยหนูตัวผู้จะมีแนวโน้มความผิดปกติของระดับอินซูลินและระดับน้ำตาลในเลือด ที่น้อยกว่าลูกหนูตัวเมียอย่างเห็นได้ชัด หรือกล่าวในอีกทางหนึ่งได้ว่าลูกหนูตัวเมียจะอ้วนมากกว่าลูกหนูตัวผู้


ที่มา : สำนักข่าวต่างประเทศ สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ สสส.

อัดมื้อเช้าหนักๆ เคล็ดลับลดน้ำหนัก


          สำนักข่าวบีบีซีรายงานว่านักวิจัยจากประเทศสหรัฐอเมริกาศึกษาพบว่าการรับประทาน อาหารมื้อเช้าเป็นกุญแจสำคัญในการลดน้ำหนักที่ให้ผลดีและการรับประทานมื้อ เช้าในปริมาณมาก ๆ จะช่วยให้ลดน้ำหนักตัวได้คงที่สม่ำเสมอในระยะยาว


            ดร.แด นีลา จาคูโบวิชซ์ นักวิจัยชาวอเมริกันรายงานผลการวิจัยต่อการประชุมวิชาการ ซึ่งจัดขึ้นที่ เมืองซานฟรานซิสโกประเทศสหรัฐอเมริกา โดยเธอกล่าวว่าการรับประทานอาหารมื้อเช้าในปริมาณน้อยนั้นยิ่งไปกระตุ้นความ รู้สึกอยากอาหารให้เพิ่มมากขึ้นในระหว่างวัน

            ดร.จา คูโบวิชซ์ ประจำอยู่ที่มหาวิทยาลัยเวอร์จิเนีย คอมมอนเวลท์ เธอเป็นนักวิจัยที่ได้พยายามชี้ให้เห็นถึงความสำคัญของการรับประทานอาหาร เช้าและพยายามพิสูจน์ให้เห็นว่าการรับประทานอาหารเช้าเยอะ ๆ มีผลดีต่อร่างกายตลอดเวลา 15 ปีที่ผ่านมา

            สำหรับ ในการวิจัยล่าสุดของดร.จาคูโบวิชซ์นั้นเธอเลือกที่จะทำการทดสอบเปรียบเทียบ กับอาหารที่มีส่วนประกอบเป็นแป็งน้อยและให้พลังงานต่ำ มีผู้เข้าร่วมการวิจัยเป็นผู้หญิงอ้วนและไม่ออกกำลังกายทั้งหมดจำนวน 96 คน

            หลัก การของการวิจัยนี้คือผู้เข้าร่วมการวิจัยกลุ่มหนึ่งต้องถูกจำกัดปริมาณ พลังงานที่ได้จากการรับประทานอาหารอยู่ที่ 1,085 แคลอรี่ต่อวัน และโดยส่วนใหญ่แล้วเป็นพลังงานที่ได้จากโปรตีนและไขมันเป็นหลักทั้งนี้มื้อ เช้าถูกจัดให้เป็นมืออาหารที่มีปริมาณน้อยที่สุดโดยให้พลังงานเพียง 290 แคลอรี่ และจัดให้มีคาร์โบไฮเดรตได้เพียง 7 กรัมเท่านั้นเอง

            ส่วน อีกกลุ่มหนึ่งที่จัดให้เป็นกลุ่มที่เน้นการรับประทานอาหารมื้อเช้าหนัก ๆ จะรับประทานอาหารให้ได้พลังงานทั้งหมด 1,240 แคลอรี่ต่อวัน โดยเป็นการจัดอาหารให้มีสัดส่วนของไขมันน้อยลงแต่ให้เพิ่มปริมาณแป้งกับ โปรตีนขึ้นมาแทน

            ใน กลุ่มเน้นอาหารเช้านี้ในมื้อเช้านักวิจัยจะให้รับประทานอาหารให้ได้พลังงาน จำนวน 610 แคลอรี่ โดยมีคาร์โบไฮเดรตจำนวน 58 กรัม ในขณะที่มื้อเที่ยงและมื้อค่ำจัดให้มีพลังงานจำนวน 395 แคลอรี่ และ 235 แคลอรี่ตามลำดับ

            ผล การทดลองปรากฎว่าใน 4 เดือนแรกกลุ่มผู้รับประทานอาหารพลังงานต่ำดูเหมือนว่าจะมีผลงานที่ดีกว่า โดยกลุ่มนี้สามารถลดน้ำหนักตัวได้ 28 ปอนด์โดยเฉลี่ย ในขณะที่กลุ่มเน้นมื้อเช้าลดได้เฉลี่ย 23 ปอนด์

            แต่ หลังจากเดือนที่ 8 ไปแล้วสถานการณ์กลับเปลี่ยนไปในทางกลับกันกล่าวคือกลุ่มรับประทานอาหาร พลังงานต่ำมีน้ำหนักตัวเพิ่มขึ้นโดยเฉลี่ย 18 ปอนด์ในขณะที่กลุ่มเน้นมื้อเช้ายังคงมีน้ำหนักตัวลดลงอย่างต่อเนื่องที่ เฉลี่ย 16.5 ปอนด์

            โดย สรุปแล้วการวิจัยนี้พบว่ากลุ่มเน้นอาหารเช้าลดน้ำหนักตัวได้ทั้งหมด 1 ใน 5 หรือประมาณ 20% เทียบกับกลุ่มรับประทานอาหารให้พลังงานต่ำที่มีอัตราการลดน้ำหนักตัวได้ เพียงแค่ 5% เท่านั้นเอง


ที่มา : สำนักข่าวต่างประเทศ สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ สสส.

9 วิธีช่วยถนอมสายตา ลดเสี่ยง ตาป่วย


ตา เป็นอวัยวะที่สำคัญที่สุดส่วนหนึ่งสำหรับมนุษย์ ดังนั้นการรู้จักถนอมสายตาเพื่อให้อยู่กับเรา และมีคุณภาพที่สุด จึงเป็นเรื่องที่ควรศึกษาค่ะ ซึ่งมีวิธีการดังนี้

            1. กินอาหารให้ถูกต้อง อาหารมื้อหนึ่งๆ ควรมีอาหารโปรตีน คาร์โบไฮเดรต ไขมัน เกลือแร่ และวิตามินให้ครบถ้วน วิตามินเอ จำเป็นสำหรับการสร้างโครงสร้างของเยื่อบุชั้นนอก (epithelium) และของเซลล์ วิตามินเอเกี่ยวข้องกับปฏิกิริยาเคมีในชั้นจอตาขณะรับแสงสว่าง

            การพร่องวิตามินเอ ทำให้มีอาการมองเห็นไม่ชัดในที่มืด (night blindness) เยื่อ หุ้มตาแห้ง กระจกตาแห้ง เป็นเกล็ดกระดี่ที่เยื่อหุ้มตา กระจกตาเป็นแผล ซึ่งทำให้ตาบอดได้ ในประเทศด้อยพัฒนา ภาวะพร่องวิตามินเอเป็นสาเหตุหนึ่งของตาบอดในวัยเด็ก ถ้าได้รับวิตามินเอมากเกินพอผิวหนังและเยื่อหุ้มตาจะมีสีเหลือง อาจมีอาการบวมของหัวประสาทตา มีเลือดออกที่จอตา

            การ พร่องวิตามินดีอาจทำให้เป็นต้อแก้วตา เป็นโรคกระดูกอ่อน ตากระตุก การพร่องวิตามินอีทำให้กล้ามเนื้อตาบางมัดทำงานไม่ปกติ การพร่องวิตามินซี วิตามินเค ทำให้มีเลือดออกที่จอตา การพร่องวิตามินบีหนึ่งทำให้ประสาทตาเสื่อมและฝ่อลีบ การพร่องวิตามินบีรวม ทำให้หลอดเลือดฝอยมารวมที่กระจกตาเพิ่มขึ้น หนังตาอักเสบ มีอาการกลัวแสง สายตามัว

            2. ควรตรวจสายตาเมื่อมีอาการปวดศีรษะ หรือมองเห็นภาพไม่ชัดเจน ควรตรวจตั้งแต่เด็กเริ่มเรียนหนังสือ และสวมแว่นตาตามแพทย์สั่ง การไม่สวมแว่นตาในผู้ที่มีสายตาผิดปกติจะเป็นเหตุให้สายตามัวและถ้าทิ้งไว้ นานตั้งแต่เด็ก แม้ใช้แว่นช่วยก็ไม่ช่วยให้มองเห็นชัดขึ้นเพราะสายตาข้างนั้นไม่ได้ใช้งานมา นาน

            3. เมื่ออยู่ในที่ที่มีแสงสว่างมากเกินควร ควรสวมแว่นตาสีชาหรือสีดำ เพื่อลดความแรงของแสงที่อาจทำอันตรายต่อตา ผู้ที่ทำงานในที่ที่ใช้แสงสว่างมาก เช่น การเชื่อมโลหะโดยใช้เปลวไฟที่ร้อนจัด หรือใช้ประกายไฟฟ้าที่มีแสงออกมามากนั้น ควรสวมแว่นดำกันแสง ผู้ที่ทำงานเกี่ยวข้องกับวัตถุร้อนอยู่ตลอดเวลา เช่น งานเป่าแก้ว ทำโซ่ ควรสวมแว่นตาดำเพื่อป้องกันไม่ให้แสงอินฟราเรดทำลายแก้วตา มิฉะนั้นจะเกิดเป็นต้อแก้วตาขณะดูสุริยคราสควรใช้แว่นสีดำมือสวมหรือดูจาก เงาสะท้อนในน้ำ อย่าดูด้วยตาเปล่า ทั้งนี้เพื่อป้องกันไม่ให้ความร้อนจากแสงอาทิตย์เข้าไปเผาทำลายประสาทจอตา

            4. ผู้ที่ทำงานในโรงงานอุตสาหกรรมเกี่ยวกับการกลึงของหรือต้มสารที่เป็นกรดหรือเป็นด่างควรสวมแว่นตาป้องกันไอกรดด่าง หรือป้องกันผงที่กระเด็นจากการกลึงไม่ให้เข้าตา

            5. ควรล้างมือให้สะอาดก่อนสัมผัสกับดวงตา ไม่ควรใช้สิ่งสกปรกเช็ดตา ทั้งนี้เพื่อป้องกันเชื้อโรครวมทั้งเชื้อราไม่ให้เข้ามาทำอันตรายลูกตา

            6.ไม่จำเป็นต้องล้างตาเป็นประจำ เพราะน้ำตาของคนเราจะไหลล้างชำระอยู่ตลอดเวลา น้ำตาเป็นน้ำสะอาดภายในมียาฆ่าเชื้อโรคอยู่แล้ว การล้างตาจะทำให้ความเข้มข้นของน้ำตาอ่อนลง ยาล้างตาบางชนิดอาจมีความสมดุลของกรดด่างไม่พอเหมาะ ถ้ามีมากไปจะรบกวนลูกตา การล้างตาจะทำในรายที่ต้องการล้างเอาผงหรือขี้ตา หรือสิ่งสกปรกอื่นออก

            7.ไม่จำเป็นจะต้องกลอกตาไป มาเพื่อออกกำลังให้ลูกตาเพราะโดยปกติแล้วกล้ามเนื้อกลอกตาทำงานหนักอยู่แล้ว ตลอดเวลาตื่น ควรพักสายตาด้วยการหลับตาหรือมองไปไกลๆ ดีกว่า

            8. สิ่งที่เป็นพิษเป็นอันตรายต่อลูกตาควรละเว้น เช่น พิษจากบุหรี่ประเภทยาเส้น ซึ่งทำให้ประสาทตาเสีย ยาหลายชนิด เช่น ควินิน สุราที่กลั่นไม่บริสุทธิ์ เหล่านี้จะทำอันตรายประสาทตาได้

            9. ควรอ่าน เขียน หรือทำงานที่ละเอียดในที่ที่มีแสงสว่างพอเหมาะและเพียงพอ การดูโทรทัศน์ควรดูในที่มีแสงสว่าง เพราะแสงสว่างที่เกิดขึ้นเมื่ออิเล็กตรอนวิ่งมากระทบจอภาพนั้น ลูกตาสามารถดูได้โดยไม่ต้องปรับสายตาต่อความมืด มีบางคนเข้าใจผิดว่าการดูโทรทัศน์จะเห็นได้เมื่อตาต้องปรับสายตาเหมือนกับดู ในที่มืด ควรดูในระยะห่างจากจอภาพอย่างน้อย 5 เท่าของความกว้างของจอภาพ.

ที่มา :  สภากาชาดไทย

ประเภทของการออกกำลังกาย


การออกกำลังกายสามารถแบ่งได้เป็น 2 ประเภท ดังต่อไปนี้

      การออกกำลังกาย แบ่งเป็น 2 ประเภท คือ

      1. แอนาแอโรบิค Anaerobic คือ การออกกำลังกายแบบไม่ใช้ออกซิเจนช่วยในการเผาผลาญ พลังงาน เป็นการระเบิดพลังงานในเวลาสั้นๆ เช่น การเล่นเวทหรือ ยกน้ำหนัก (Weight Training) กล้ามเนื้อที่ได้จากการออกกำลังกายประเภทนี้จะเป็นมัดกล้ามเนื้อขาว ซึ่งจะระเบิดพลังงานสูงสุดในระยะเวลาสั้นๆ พลังงานที่เผาผลาญไม่ใช่ไขมัน แต่จะเป็นพลังงานสะสมที่ร่างกายเก็บไว้ที่กล้ามเนื้อและตับ (Glycogen-ไกลโคเจน) ในระยะยาวกล้ามเนื้อที่ใหญ่ ขึ้นจากการออกกำลังกายแบบ (Weight Training) จะช่วยเผาผลาญพลังงานได้เป็นอย่างดี แม้ขณะนั่งอยู่เฉยๆหรือนอนหลับ

      2. แอโรบิค Aerobic, คาร์ดิโอ Cardio คือ การออกกำลังกายแบบใช้ออกซิเจนช่วยใน การเผาผลาญไขมันไปใช้เป็นพลังงาน เป็นการออกกำลังกายแบบค่อยเป็นค่อยไป มีความต่อเนื่องกันเป็นระยะเวลาไม่ต่ำกว่า 25 นาที เช่น วิ่ง ว่ายน้ำ ปั่นจักรยาน เต้นแอโรบิค กล้ามเนื้อที่ได้จากการออกกำลังกายประเภทนี้ คือ มัดกล้ามเนื้อแดง ซึ่งจะเน้นความทนทาน

    การออกกำลังกายเพื่อเผาผลาญไขมันส่วนเกิน       หากเราต้องการเผาผลาญไขมันส่วนเกิน จะต้องออกกำลังกายแบบแอโรบิค (Aerobic), คาร์ดิโอ (Cardio) เช่น การ วิ่ง,ว่ายน้ำ,ปั่นจักรยาน ต่อเนื่องอย่างน้อย 30 นาที ขึ้นไป เพราะในนาทีที่ 1-25 ร่างกายจะเผาผลาญพลังงานสะสมที่กล้ามเนื้อและตับ (ไกลโคเจน) หลังจากนาทีที่ 25 ร่างกายจะเริ่มนำไขมันมาเผาผลาญ การออกกำลังกายวันละ 10-15 นาที ไม่ช่วยเผาผลาญไขมัน หลายคนจึงเกิดการท้อแท้ เพราะออกกำลังกายไม่ถึง 30 นาที แล้วกลับไปรับประทานอาหารอย่างเต็มที่ โดยคิดว่าได้ลดไขมันไปบ้างแล้ว

ที่มา ...Hi-Balanz